ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น

ราคา Bitcoin อาจแตะ 4,000% หลังจากทำลายแนวต้านนี้ในปี 2016 และเหมือนจะเกิดขึ้นซ้ำ

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น Bitcoin มีระดับราคาที่เพิ่มขึ้นจาก 7,700 ดอลลาร์เป็น 9,500 ดอลลาร์ภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงดี และนั้นทำให้กราฟคริปโตเคอเรนซี่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากและจบเดือนด้วยรูปแบบแท่งเทียน bullish engulfing

หลายมองว่ากราฟของ BTC กำลังสัญญาณเชิงบวกอย่างเต็มที่ หนึ่งในเทรดเดอร์ที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือกลับมีอีกความคิดเห็นและประกาศเรียกความเชื่อมั่นนี้ว่าเป็นปัญหาโดยสังเกตว่าเทียน bullish engulfing นั้นเป็นความผิดพลาด

ซึ่งนายThomas Bulkowski เผยว่าแท่งเทียน bullish engulfing นั้นคือการบ่งบอกสัญญาณการเตรียมตัวที่จะลงต่อของ Bitcoin

“แท่งเทียนเหล่านี้ในกราฟทำหน้าที่ขึ้นชั่วคราวของแนวโน้มราคาหลักที่เป็นขาลง ผมขอแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการเทรดทำไมนะหรอ ? เพราะแนวโน้มหลักยังคงเป็นขาลง มันจะขึ้นแต่เพียงช่วงสั้น ๆ โดยยังอยู่ในแนวโน้มขาลงหลักซึ่งจะใช้เวลามากกว่าและราคาจะกลับมาลดลงอย่างแน่นอน “

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น

Bitcoin กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งกับ 4,000% ในไม่ช้า

เดือนเมษายน 2020 นี้เราได้เห็น Bitcoin ปิดแท่งเทียนรายเดือนได้สูงกว่าระดับที่สำคัญของ Ichimoku Cloud ในกราฟหนึ่งเดือนได้

Bitcoin อยู่ในระดับทางเทคนิคนี้คือช่วงต้นปี 2016 เมื่อมันถูกขายอยู่ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์และก่อนที่จะมีการเพิ่มขึ้นถึง 4,000% ที่นำเงินสกุล cryptocurrency ไปสู่จุดสูงสุดนั้นก็คือ 20,000 ดอลลาร์ภายในระยะเวลาเพียง 20 เดือน

เหมือนบอกเป็นนัย ๆ ว่าประวัติศาสตร์นั้นอาจซ้ำรอยอีกครั้ง และแสดงให้เห็นว่าตลาด crypto อาจใกล้จะถึงการขึ้นครั้งต่อไป

เกิดสัญญาณขาขึ้นจำนวนมาก
นี่เป็นสัญญาณล่าสุดที่กำลังเผยว่าราคา Bitcoin อาจกำลังจะพุ่งขึ้นไปดวงจันทร์อย่างรวดเร็ว

Bitcoin ในช่วงต้นสัปดาห์นี้แข็งแกร่งมากท่ามกลางการเพิ่มขึ้นสูงสุดในวันพุธที่ผ่านมาจนนักเทรดทั้งหลายสังเกตว่ามีเหตุการณ์ทางเทคนิคที่ไม่ได้เกิดขึ้นนานกลับมาอีกครั้ง

ดัชนีความแข็งแกร่ง (RSI) ที่ในแผนภูมิราย 1 ชั่วโมงของ Bitcoin มีจำนวนถึง 96.5 และเมื่อใดก็ตามที่ RSI ผ่านระดับ 70 มันจะเป็นการบ่งบอกว่า Bitcoin นั้นมีมูลค่าที่สูงมากเกินความเป็นจริง และการที่ RSI ของ Bitcoin ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการวิ่งไปถึง 96.5 นั้นหมายความว่าเราอาจได้เห็นการร่วงของราคาในเร็ว ๆ นี้

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น

สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษเกี่ยวกับการก่อตัวของ Bitcoin นี้ได้ทำลายรูปแบบตลาดหมีและนี่คือโครงสร้างตลาดเดียวกันที่บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของขาขึ้นเหมือนดังเมื่อคอนปี 2019 ซึ่งทำให้ราคาจาก 4,000 ดอลลาร์ไปจนถึง $ 14,000 ในเวลาสามเดือน

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น…

ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ

เว็บไซต์บริการข้อมูลอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของโลก ปล่อยให้มิจฉาชีพ Cryptocurrency โฆษณาหลอกเงินเหยื่อ แม้ออกนโยบายแล้วก็ตาม

ถึงแม้ YouTube ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Google กำลังเผชิญข้อพิพาทเรื่องโปรโมทคริปโตเคอร์เรนซีสแกม แพลตฟอร์มโฆษณาของ Google ก็ยังคงโปรโมทโปรเจ็คคริปโตที่เข้าข่ายหลอกลวงผู้คนอยู่เหมือนเดิม

ซึ่งอ้างอิงจากรายงานของ CoinCorner โฆษณา Google นั้นได้มีการแสดงโฆษณาเว็บไซต์โคลนนิ่งฟิชชิ่งของ CoinCorner นั่นคือ CoinCornerr.com ซึ่งคุณ Molly Spires ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ CoinCorner เป็นผู้รายงานปัญหานี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2020 ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

Google Ads โปรโมทคริปโตสแกม
ด้านคุณ Spiers ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่าทีมงานของ CoinCorner ได้ตรวจพบโฆษณาที่เป็นการสแกมดังกล่าวในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีเมื่อลองกดค้นหาคำว่า CoinCorner บนเว็บไซต์ Google.com และ Google.co.uk. ซึ่งก็ได้มาเจอโฆษณาสแกมนี้ทั้งๆ ที่ทาง CoinCorner นั้นต้องการที่จะให้โปรโมทเว็บไซต์ของตนบน Google Ads มานานแล้วแต่ก็ไม่สามารถโปรโมทได้ เนื่องจากนโยบายของทาง Google ที่ค่อนข้างจะเคร่งครัดในเรื่องคริปโต ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะเจอโฆษณาสแกมจากทาง Google Ads

ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ

Google’s crypto exchange ad policies. Source: Google

โดยเว็บเทรดคริปโต CoinCorner นั้นถูกห้ามไม่ให้โฆษณาบน Google Ads มาตั้งแต่ตอนที่ Google เริ่มแบนคริปโตในปี 2018 ด้านผู้จัดการฝ่ายการตลาดก็กล่าวว่า:

“ก่อนหน้านี้เราเคยเข้าถึงแพลตฟอร์ม GoogleAds ได้อย่างเต็มที่ เราเป็นลูกค้าประจำตลอด 4 ปีนับแต่เมื่อเราเปิดตัว CoinCorner ในเดือนมิถุนายน 2014 ถึงเมื่อ Google อัปเดตนโยบายบริการทางการเงินของพวกเขาในเดือนมิถุนายน 2018 [… ] เราติดต่อ Google หลายครั้งที่จะขอการอัปเดตในสหราชอาณาจักร แต่ในปัจจุบัน GoogleAds ยังไม่พร้อมให้บริการสำหรับเรา”

เว็บไซต์สแกม CoinCornerr.com ตอนนี้ได้หายไปแล้วคาดว่าทาง Google Ad ได้ลบทิ้งไปเรียบร้อย ซึ่งเว็บไซต์สแกมนี้มันถูกสร้างในวันที่ 29 เมษายน 2020

Google ให้โฆษณาคริปโตไหม?
ซึ่งทาง Google Ads จะมีการอนุญาตให้โปรโมทคริปโตเฉพาะบางอันเท่านั้นซึ่งส่วนโฆษณาที่สามารถโปรโมทได้ก็จะเป็นโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์คริปโตหรือเว็บเทรดคริปโต แต่เว็บเทรดคริปโตที่จะโปรโมทกับ Google จะต้องทำตามข้อกำหนดที่ระบุไว้และสามารถโปรโมทได้ในสหรัฐและญี่ปุ่นเท่านั้น

ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ

แต่ว่าเว็บสแกมดังกล่าวมันสามารถผ่านข้อกำหนดของ Google ไปได้โดยไม่มีการพูดถึง Bitcoin หรือคริปโตเลยซึ่งหากเป็นโฆษณาที่มีพูดถึง Bitcoin หรือคริปโตเป็นคีย์เวิร์ด โฆษณานั้นจะถูกแบนจาก Google โดยทันที

คริปโตสแกมบน Google และ YouTube
กรณีของ CoinCorner ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการสแกมขึ้นโฆษณาของ Google ในเดือนมีนาคม 2020 โฆษณา Google ได้มีการโปรโมท Ledger Wallet ปลอมที่ออกแบบมาเพื่อขโมยคริปโตจากผู้ใช้ จนกระทั่งเมื่อกลางเดือนเมษายนบริษัทได้ลบส่วนขยายเว็บเบราว์เซอร์ Google Chrome 49 รายการหลังจากได้รับรายงานว่ากิจกรรมฟิชชิงเกิดขึ้นแล้ว

ขณะเดียวกัน YouTube ซึ่งเป็นบริษัทย่อยวิดีโอยักษ์ใหญ่ของ Google ก็มีการโปรโมทสแกมด้วย เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2020 นาย Brad Garlinghouse และซีอีโอของ Ripple ได้ยื่นฟ้อง YouTube หลังจากแพลตฟอร์มดังกล่าวโปรโมท Airdrop ปลอมที่อ้างว่าเป็นบัญชีของเขา จากนั้นประมาณสัปดาห์ต่อมาต่อมา Ripple CTO นาย David Schwartz ก็ได้ระงับช่อง YouTube ของเขาในวันที่ 29 เมษายน 2020

YouTube ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Google

ตลาดหุ้นสหรัฐ

Goldman Sachs หวั่นตลาดหุ้นอาจร่วงแรง อาจส่งผลกระทบต่อ Bitcoin

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงว่าราคา Bitcoin จะการ correction นั้นกำลังชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก ตลาดหุ้นสหรัฐ มีแนวโน้มว่าจะร่วงกลับไปสู่ช่วงขาลงอีกครั้ง

โดยนักยุทธศาสตร์ของ Goldman Sachs พบว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 5 แห่ง ที่มีมูลค่าตลาดครอบคลุมมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของดัชนีหุ้น S&P 500 ในขณะนี้กำลังมีมูลค่าลดลงกว่า 17% จากจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ซึ่งปกติแล้วค่ามัธยฐานของมันนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ภายในกรอบ timeframe เดียวกัน

และสิ่งนี้ได้ทำให้ความกว้างของตลาดลดต่ำลงมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ในอดีตและส่งผลให้ตลาดอาจมีการกลับตัวเกิดขึ้น โดยนักวิเคราะห์ David Kostin กล่าวว่าสัดส่วนความกว้างนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยปี 1990 และ 2008 และเริ่มชะลอตัวลดลงในปี 2011 และ 2016

ราคา BITCOIN อาจร่วงตามตลาดหุ้น
Goldman Sach กล่าวว่าความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐและ Bitcoin นั้นดูผิดปรกติเป็นอย่างมาก

และในขณะนี้ดัชนีหุ้น S&P 500 และ Bitcoin มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 0.17 ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่านักลงทุนอาจจะใช้ผลกำไรของ Bitcoin เพื่อช่วยชดเชยตำแหน่ง margin ในพอร์ตของพวกเขา

“จนกว่าดัชนีหุ้น SPX จะร่วงลดลง Bitcoin ก็จะยังคงมีมูลค่าที่สูงกว่าระดับ $ 6,000 ต่อไป” กล่าวโดย นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง Josh Rager

โดยการเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของดัชหุ้น S&P 500 นั้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่ใช้สำหรับการคาดการณ์ราคาของ bitcoin ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าหากมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาลดน้อยลง มันอาจส่งผลให้นักลงทุนคริปโตพากันเข้า Short position เพื่อทำกำไรในระยะสั้นและในที่สุดสิ่งนี้ก็จะนำไปสู่การร่วงลดลงของราคา cryptocurrency ในตลาดสปอต

ขณะนี้ Bitcoin ยังคงมีความสัมพันธ์เชิงลบกับดัชนีดอลลาร์สหรัฐ เมื่อทำการเปรียบเทียบกันในตะกร้าสกุลเงินระหว่างประเทศ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วมันยังทำให้มุมมองช่วงขาขึ้นของ bitcoin ในปี 2020 ชะลอตัวลดลงอีกด้วย

Bitcoin Halving
แนวโน้มที่น่าหดหู่ของตลาดหุ้นสหรัฐทำให้ตลาดคริปโตมีความเสี่ยงที่จะเกิดปรับฐานราคาลดลง แต่ถึงกระนั้นผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า bitcoin จะแยกตัวออกจากความสัมพันธ์กับ S&P 500 ได้ในระยะสั้น ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของตัวมันเอง

 ตลาดหุ้นสหรัฐ

ขณะที่เหตุการณ์ Halving ของ Bitcoin กำลังใกล้เข้ามาและจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับลดอุปทานในระบบลงครึ่งหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันเงินดอลลาร์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ก็จะหลั่งไหลเข้าท่วมธนาคารและระบบของธนาคาร ซึ่งหวังว่าความขาดแคลนของ BTC ที่ลดลงนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนให้ย้ายเงินทุนของพวกเขาเข้ามาในตลาดคริปโตเพิ่มมากขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐ…

ของประเทศอินเดียเผยให้เห็นการสร้าง

ร่างการพัฒนา Blockchain ของประเทศอินเดียเผยให้เห็นการสร้าง Cryptocurrency ของรัฐบาล

 Blockchain ของประเทศอินเดียเผยให้เห็นการสร้าง Cryptocurrency ของรัฐบาล

ในเช้าวันที่ 28 มกราคม สำนักข่าว Economic Times of India ลงแบบร่างขององค์กร National Institute for Smart Governance (NISG) ของประเทศอินเดียที่ตีพิมพ์ไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2019 แบบร่างประกอบไปด้วยแบบแผนบล็อคเชนของประเทศที่มีความหน้าถึง 78 หน้า แบบร่างชิ้นนี้เสนอวิธีการรับมือสกุลเงินดิจิตอลให้กับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางสำหรับสกุลเงินดิจิตอลของอินเดียในอนาคต

องค์กร National Institute for Smart Governance (NISG) เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่เกิดจากการร่วมมือกับรัฐบาลอินเดีย ทางองค์กร The National e-Governance Division (NeGD) ของกระทรวงอิเล็คโทรนิคส์และเทคโนโลยีหรือ MeitY เป็นผู้มอบหมายให้ทาง National Institute for Smart Governance (NISG) เป็นผู้ค้นคว้าและออกแบบแบบร่างชิ้นดังกล่าวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2019

ใจความหลักของแบบร่างมีอยู่ที่การแนะนำให้กฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลที่รัฐบาลอินเดียจะออกในอนาคตควรจะยึดอยู่กับการทำงานที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเช่นบล็อคเชนไม่ใช่ที่ตัวเทคโนโลยีบล็อคเชนเอง

ซึ่งการที่จะทำเช่นนั้นทาง National Institute for Smart Governance (NISG) เสนอให้ทางรัฐบาลควรออกกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลในอินเดียที่กระจ่างชัดไม่คลุมเครือ ส่วนหนึ่งในแบบร่างมีใจความว่า:

“การแถลงการณ์ต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะต่อหน้าสื่อหรือการแถลงแบบทางการ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์แต่มันไม่ใช่การแถลงการณ์แบบเป็นทางการจากตัวรัฐบาลจริงๆ ถ้าทางรัฐบาลต้องการจะออกกฎหมายในทางที่แปลกใหม่ รัฐบาลก็ควรจะแจ้งกลุ่มผู้ลงทุนให้แน่ชัดในเป้าหมายและกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

คำกล่าวของ National Institute for Smart Governance (NISG) เห็นได้ชัดว่าได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ทางกฎหมายของสกุลเงินดิจิตอลในอินเดีย ปีที่แล้วคณะรัฐบาลในประเทศอินเดียได้ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมอย่างเป็นทางการว่าประเทศได้แบนคริปโตเคอเรนซี่ คณะกรรมการแนะนำให้มีการคว่ำบาตรในการค้าที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินคริปโต

อย่างไรก็ตามหน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาลยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนการทบทวนรายงานและร่างกฎหมายซึ่งจะต้องเกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะมีคำตัดสิน ทำให้ในตอนนั้นการแบนสกุลเงินดิจิตอลยังไม่เกิดขึ้นจริง

ศาลสูงสุดของอินเดียไต่สวนคดีแบน Bitcoin มาระยะหนึ่งจนในวันที่ 22 มกราคม 2020 ได้มีคำตัดสินให้ Bitcoin และสกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย และในเวลาเดียวกันธนาคารกลางอินเดียหรือ Reserve Bank of India (RBI) ออกมาประกาศว่าจะไม่แบน Bitcoin แต่จะวางกฎบังคับบางอย่างเพื่อรักษาความปลอดภัยของนักลงทุน

ธนาคารกลางของอินเดียออกข้อบังคับเพื่อล้อมกรอบ Bitcoin โดยให้เหตุผลว่าต้องการจะรักษาความปลอดภัยให้ธนาคารและสถาบันอื่นๆ จากอันตรายของการเทรด Bitcoin และสกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ นอกจากนั้นธนาคารกลางยังจำกัดไม่ให้ธนาคารอื่นๆ ทำขอตกลงผ่านสกุลเงินดิจิตอลเพราะอาจจะนำไปสู่การนำเงินไปสนับสนุนผู้ก่อการร้ายได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเทรดในระดับสาธารณะแบบผู้ใช้ต่อผู้ใช้ (Peer-to-Peer) นั้นไม่ได้ถูกห้ามแต่อย่างใด

ดังนั้นแล้วนักลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลในอินเดียจึงสามารถทำธุรกรรมในแบบ Peer-to-Peer ได้เท่านั้น

นอกจากนั้นแล้วยังมีข้อเสนออื่นๆ เช่นการก่อตั้งหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับแบบแผนพัฒนาบล็อคเชนเพื่อประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐโดยตรง เอกสารของ National Institute for Smart Governance (NISG) มีเนื้อหาว่า:

“ในสถานการณ์ที่มีการวางโครงสร้างข้อบังคับในหลายระดับ วิธีการรับมือที่สามารถประสานงานของหน่วยงานรัฐต่างๆเข้าด้วยกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น หน่วยงานใหม่นี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตัดสินการประยุกต์ใช้บล็อคเชนเพื่อลดค่าภาษีเท่านั้น แต่มันยังสามารถจัดหาหนทางให้กับนักลงทุนเพื่อให้พวกเข้าเข้าใจบรรยากาศทางกฎหมายของบล็อคเชนและสกุลเงินเสมือนได้อย่างถ่องแท้ที่สุด”

ประเทศอินเดียก็เติบโตและมีค่า Nodes ถึง 57 ตัว ถือเป็นตัวเลขที่สูงและมันบ่งบอกว่าประชากรในประเทศให้ความสนใจ Bitcoin เป็นอย่างมาก และในตอนนี้เมฆร้ายอย่างการแบนทั่วประเทศได้สลายตัวไปแล้ว แต่รัฐบาลยังคงระมัดระวังความเสี่ยงเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลอย่างไม่ลดละ ต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตว่าแบบร่างของ National Institute for Smart Governance (NISG) จะทำให้ตลาดสกุลเงินดิจิตอลในอินเดียมุ่งไปในทิศทางใด

ของประเทศอินเดียเผยให้เห็นการสร้าง…

รัฐบาลอิหร่านออกใบอนุญาตการขุด

รัฐบาลอิหร่านออกใบอนุญาตการขุด Bitcoin ให้บริษัทกว่า 1,000 แห่ง คาดดึงเม็ดเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาท

รัฐบาลอิหร่านออกใบอนุญาตการขุด Bitcoin

ภายหลังจากที่รัฐบาลอิหร่านได้ออกกฎหมายมากำกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศแล้วนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเริ่มออกใบอนุญาตด้านการขุด Bitcoin ให้กับบริษัทกว่า 1,000 แห่ง อ้างอิงจาก Financial Tribune

บริษัทด้านการขุด Cryptocurrency ในอิหร่านนั้นกำลังเปิดทำการ ทว่าดูเหมือนอัตราค่าไฟฟ้านั้นกำลังทำให้บริษัทด้านการขุดเล็ก ๆ จะไม่สามารถเข้ามาแข่งขันกับบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีเงินทุนหนากว่าได้

นาย Amir Hossein Saeedi ตัวแทนจากองค์กรด้าน ICT แห่งอิหร่านได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากที่ให้ความสนใจในการเปิดเหมืองขุด Bitcoin เล็ก ๆ เอง

เขากล่าวเสริมว่านักขุด Bitcoin นั้นจะต้องไปทำการขอใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม แผนกขุดและซื้อขายก่อน พร้อมกล่าวเสริมอีกว่า

“รายงานจากการวิจัยของเราเผยว่าอุตสาหกรรมการขุดคริปโตนั้นมีศักยภาพที่จะดึงเม็ดเงินกว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท) เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ แต่ค่าไฟที่สูงมาก รวมทั้งขั้นตอนทางกฎหมายนั้นทำให้นักลงทุนขนาดเล็กไม่กล้าเข้ามาในตลาด”

นาย Saeedi กล่าวว่านักขุดรายใหญ่นั้นสามารถที่จะริ่เริ่มธุรกิจของพวกเขาได้จากเงินทุนของนักลงทุนจำนวนมากที่ถูกลงทุนเข้ามาแล้วในขณะนี้…

กลับซบเซา

ต้อนรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Bakkt แต่ตลาด Bitcoin กลับซบเซา

กลับซบเซา

มีเหรียญ Cryptocurrency มูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกเทขายในตลาดจากในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าแรงขายเริ่มที่จะมีเยอะขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับตอนที่แพลทฟอร์มผู้ให้บริการตลาด Bitcoin Futures เปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนของพวกเขาใหม่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ราคา Bitcoin วิ่งเข้าใกล้ 7,000 ดอลลาร์
เมื่อวานนี้ดูเหมือนว่ากราฟราคาตลาด Bitcoin นั้นยังคงดูเป็นด้านบวกอยู่ ทว่าภายหลังจากนั้นตลาดในทวีปเอเชียจะเป็นผู้ทุบกระดานนี้ โดยภายหลังจากที่ราคาของมันนั้นได้พุ่งทะลุไปสูงกว่า 7,600 ดอลลาร์แล้วนั้น ตลาดก็เกิดแรงเทขายจนผลักให้มันกลับมาที่ 7,270 ดอลลาร์อีกครั้ง อ้างอิงจาก Tradingview.com โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ ราคา Bitcoin นั้นอยู่ที่ 7355.65 ดอลลาร์ ซึ่งแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากระดับที่ตกลงไปดังกล่าว แต่ตลาดนั้นก็ซบเซามากกว่าที่คิด

กลับซบเซา
หากดูที่กราฟแท่งเทียนด้านบนนั้นจะเห็นว่าไส้เทียนโผล่ขึ้นมาสูงมาก เผยให้เห็นถึงแนวต้านที่แข็งแกร่ง โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์มืออาชีพ Josh Rager เคยออกมากล่าวว่าราคา Bitcoin นั้นกำลังอยู่ในช่วงต่อสู้กันระหว่างนักซื้อกับนักขาย

“ราคา Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงต่อสู้กันเพื่อแย่งจุดสำคัญที่ระดับ 7,315 ดอลลาร์ และดูเหมือนว่ามันกำลังยืนหยัดอยู่ได้ หากมันลงไปต่ำกว่านี้ล่ะก็ เราจะต้องดูกันที่ระดับ 7,100 ดอลลาร์ หรืออาจลงไปต่ำถึง 7,080 ดอลลาร์”

เขายังกล่าวต่ออีกว่ากราฟราคานั้นอาจจะยังคงอยู่ในช่วงสะสมตัว โดยเมื่อวานนี้ผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายหนึ่งได้ออกมาทำแบบสำรวจจาก 2,000 คน และพบว่าผู้คนประมาณ 53% ยังคงมองว่าตลาดนั้นยังคงเป็นขาขึ้น

ก่อนหน้านี้จุดต่ำสุดของราคาเมื่อปี 2018 นั้นอยู่ที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์เป็นเวลาถึง 4 เดือน ซึ่งหากว่าปีนี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนปีที่แล้ว เราอาจจะต้องรอจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์เลยก็ได้ กว่าราคานั้นจะพุ่งกลับเป็นขาขึ้นเหมือนกับที่เราได้เห็นในปีนี้แล้ว

มีลักษณะเป็นขาขึ้น

นักวิเคราะห์กล่าว ราคา Bitcoin ยังดูดี มีลักษณะเป็นขาขึ้น

ราคา Bitcoin ยังดูดี มีลักษณะเป็นขาขึ้น

แม้ว่านักเทรด Bitcoin นั้นจะทีเรื่องที่ต้องทำให้กังวลมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่นราคาของ BTC ที่ร่วงลงมาถึง 50% ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนในปีนี้ ซึ่งร่วงลงมาต่ำถึง 6,600 ดอลลาร์จาก 14,000 ดอลลาร์ นอกจากนั้นยังมีการตบเท้าเข้ามาของกลุ่มผู้ออกกฎหมายที่เข้ามาเพื่อควบคุมตลาด เนื่องจากว่าเหรียญ Cryptocurrency ของ Facebook ที่เคยออกมาประกาศว่ากำลังจะเปิดตัว รวมถึงการมาของเหรียญ Cryptocurrency ของจีนอีกด้วย

กระนั้น นักวิเคราะห์มืออาชีพหลายรายนั้นกำลังพยายามที่จะทำให้นักเทรด Bitcoin หลาย ๆ คนแน่ใจว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงขาขึ้นด้วยการโพสต์งานวิเคราะห์ราคาผ่าน Twitter ของพวกเขา

อนาคตของตลาด Bitcoin ดูสดใสไรมลทิน
นาย Hans Hauge หรือนักวิจัยสาย Quantitative จากบริษัทด้านการลงทุน Cryptocurrency จากสหรัฐฯนามว่า Ikigai Asset Management ได้ออกมาแสดงความเห็นของเขาถึงสาเหตุที่เขายังมองตลาดคริปโตว่ายังมีสภาพที่ดูว่ามันยังเป็นขาขึ้นอยู่ในขณะนี้

โดยเขาได้โพสต์กราฟของเขาจากผู้อำนวยการของ Visa เกี่ยวกับ Bitcoin และ Cryptocurrency ที่ถูกตีพิมพ์โดยธนาคาร Deutsche Bank หรือธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 17 ของโลก ที่มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ใช้งานกระเป๋าเก็บ Bitcoin บนเว็บไซต์ Blockchain Wallet นั้นอาจพุ่งแตะ 200 ล้านกระเป๋าในปี 2030 นี้ (รายงานดังกล่าวถือเป็นรายงานเดียวกับของผู้ที่เคยกล่าวว่า Bitcoin นั้นจะมาแทนที่เงินสดในระบบการเงิน)

 มีลักษณะเป็นขาขึ้น

นาย Hauge ยังได้นำเอาตัวแปรที่ว่า CEO ของ Bakkt หรือเว็บเทรด Bitcoin Futures น้องใหม่ที่เพิ่งจะได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนั่นหมายความว่า Bitcoin นั้นอาจจะได้รับการสนับสนุนจากฝั่งรัฐบาลในเร็ว ๆ นี้แน่นอน

เขายังชี้ว่า BTC นั้น “กำลังเข้าใกล้จุดที่มันกำลังควรจะเป็น” ซึ่งเป็นการอ้างอิงจากโมเดลที่ว่า “จำนวนการทำธุรกรรม Bitcoin ที่เคยถูกคอนเฟิร์มและใช้เป็นตัว input เข้าไปใน log-scale ในโมเดล linear regression”

และนั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อนักวิเคราะห์ยังได้กล่าวว่าการ halving ที่กำลังจะมาถึงนี้ส่งผลทำให้นักลงทุนหลาย ๆ คนต่างก็เก็บเหรียญของพวกเขาล็อคไว้ใน wallet อย่างแน่นหนา นอกจากนี้ตัวบ่งชี้ที่มีชื่อว่า Reserve Risk ยังได้คาดการณ์ว่าจุดเข้าซื้อในระยะยาวนั้นได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และราคานั้นก็กำลังพยุงตัวอย่างแข็งแรง และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เขามองว่าอนาคตของตลาด Bitcoin นั้นกำลังสดใส

มุมมองของราคา Bitcoin
นาย Hauge นั้นยังได้แบ่งปันมุมมองราคา Bitcoin ของเขาอีกด้วย และดูเหมือนว่ามันจะตรงกับของ CIO และผู้ก่อตั้งของบริษัท Ikigai หรือนาย Travis Kling โดยเขาเชื่อว่าในอีก 18 เดือนหลังจากนี้ (ประมาณช่วงปลายปี 2020 หรือต้นปี 2021) ราคา Bitcoin นั้นอาจเตรียมพุ่งไปที่ 20,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก

มุมมองของนาย Kling นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดที่ว่าธนาคารกลางของโลกนั้นกำลังจะหันมาพึ่งระบบการเงินแบบที่เป็น decentralized ซึ่งนั่นก็คือ Bitcoin นั่นเอง

การวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่ยังเป็นขาขึ้น
ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่นักวิเคราะห์จาก Ikigai เท่านั้นที่มองว่าราคา Bitcoin เป็นขาขึ้น

ก่อนหน้านี้นาย Philip Swift หรือผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ LookIntoBitcoin ได้ออกมาเปิดเผยงานวิเคราะห์ของเขาเกี่ยวกับราคาของ Bitcoin ที่ในระยะยาวนั้นยังดูเป็นบวกอยู่ เขาชี้ว่าการที่ราคา Bitcoin ยังคงตัวเหนือเส้น MA 350 วันได้นั้นถือเป็นจุดสำคัญที่บ่งบอกว่าราคา Bitcoin นั้นยังคงอยู่ในขาขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้  มีลักษณะเป็นขาขึ้น

 มีลักษณะเป็นขาขึ้น

เขายังได้กล่าวเสริมว่าตัวอินดิเคเตอร์ที่มีชื่อว่า Golden Raio Multiplier หรือสมการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ราคาของ Bitcoin โดยชี้ให้เห็นว่าตลาด Crytocurrency นั้นอาจกลายเป็นขาขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาของ Bitcoin นั้นอาจไปแตะ 12,000-13,000 ดอลลาร์ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์