นักลงทุนรายนี้ไม่ได้โอน

วาฬ Bitcoin ถือ Bitcoin มูลค่า 17,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในผู้ที่ถือเหรียญนานที่สุด

ซึ่ง วาฬ Bitcoin ถือ BTC จำนวนกว่า 68,000 BTC มูลค่า $525,000,000 นั้นได้กลายมาเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตของคริปโตในระยะยาวแล้ว อ้างอิงข้อมูลจาก Coin Metrics คือ นักลงทุนรายนี้ไม่ได้โอน Bitcoin ไปที่ไหนเลยนับแต่ปี 2015 คาดว่าเขานั้นน่าจะถือยาว

ส่วนด้านบริษัทข้อมูลทางคริปโตก็ได้ติดตามการทำธุรกรรมโอน Bitcoin เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของเครือข่าย ถ้าหากยิ่งมีนักลงทุนที่ถือเหรียญระยะยาวมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ Bitcoin นั้นมีความขาดแคลนมากเท่านั้นเพราะเหรียญทั้งหมดจะมีเพียง 21 ล้านเหรียญ

จากรายงาน Coin Metrics เผยว่า:

“วาฬ Bitcoin ตัวใหญ่กลายมาเป็น HODLer 5 ปี สัปดาห์ที่แล้ว 68,000 BTC ถูกย้ายออกจากกลุ่มอุปทานที่ใช้งาน 5 ปีบ่งชี้ว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเคลื่อนย้าย Bitcoin คือเดือนเมษายน 2558”

นักลงทุนรายนี้ไม่ได้โอน

แล้วนอกเหนือจากการถือ BTC เพียงอย่างเดียวเป็นการลงทุนระยะยาวยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมวาฬรายนี้ถึงไม่มีการเคลื่อนย้าย Bitcoin ไปไหนเลย

จากข้อมูลของ Chainalysis ได้ชี้ว่า BTC จำนวนกว่า 2.3-3.7 ล้าน BTC นั้นได้สูญหายไปแล้วตลอดการ คือเจ้าของนั้นได้ทำไพรเวทคีย์หายไปแล้วทำให้ไม่สามารถเข้าถึงกองทุนของพวกเขาได้ นอกจากนี้บริษัทยังคาดเดาว่าวอลเล็ทที่มี BTC แล้วไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหนตั้งแต่ก่อนปี 2014 นี้ก็อาจเข้าข่ายเคสนี้ก็เป็นได้…

ตลาดหุ้นสหรัฐ

Goldman Sachs หวั่นตลาดหุ้นอาจร่วงแรง อาจส่งผลกระทบต่อ Bitcoin

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงว่าราคา Bitcoin จะการ correction นั้นกำลังชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก ตลาดหุ้นสหรัฐ มีแนวโน้มว่าจะร่วงกลับไปสู่ช่วงขาลงอีกครั้ง

โดยนักยุทธศาสตร์ของ Goldman Sachs พบว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 5 แห่ง ที่มีมูลค่าตลาดครอบคลุมมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของดัชนีหุ้น S&P 500 ในขณะนี้กำลังมีมูลค่าลดลงกว่า 17% จากจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ซึ่งปกติแล้วค่ามัธยฐานของมันนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ภายในกรอบ timeframe เดียวกัน

และสิ่งนี้ได้ทำให้ความกว้างของตลาดลดต่ำลงมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ในอดีตและส่งผลให้ตลาดอาจมีการกลับตัวเกิดขึ้น โดยนักวิเคราะห์ David Kostin กล่าวว่าสัดส่วนความกว้างนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยปี 1990 และ 2008 และเริ่มชะลอตัวลดลงในปี 2011 และ 2016

ราคา BITCOIN อาจร่วงตามตลาดหุ้น
Goldman Sach กล่าวว่าความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐและ Bitcoin นั้นดูผิดปรกติเป็นอย่างมาก

และในขณะนี้ดัชนีหุ้น S&P 500 และ Bitcoin มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 0.17 ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่านักลงทุนอาจจะใช้ผลกำไรของ Bitcoin เพื่อช่วยชดเชยตำแหน่ง margin ในพอร์ตของพวกเขา

“จนกว่าดัชนีหุ้น SPX จะร่วงลดลง Bitcoin ก็จะยังคงมีมูลค่าที่สูงกว่าระดับ $ 6,000 ต่อไป” กล่าวโดย นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง Josh Rager

โดยการเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของดัชหุ้น S&P 500 นั้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่ใช้สำหรับการคาดการณ์ราคาของ bitcoin ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าหากมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาลดน้อยลง มันอาจส่งผลให้นักลงทุนคริปโตพากันเข้า Short position เพื่อทำกำไรในระยะสั้นและในที่สุดสิ่งนี้ก็จะนำไปสู่การร่วงลดลงของราคา cryptocurrency ในตลาดสปอต

ขณะนี้ Bitcoin ยังคงมีความสัมพันธ์เชิงลบกับดัชนีดอลลาร์สหรัฐ เมื่อทำการเปรียบเทียบกันในตะกร้าสกุลเงินระหว่างประเทศ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วมันยังทำให้มุมมองช่วงขาขึ้นของ bitcoin ในปี 2020 ชะลอตัวลดลงอีกด้วย

Bitcoin Halving
แนวโน้มที่น่าหดหู่ของตลาดหุ้นสหรัฐทำให้ตลาดคริปโตมีความเสี่ยงที่จะเกิดปรับฐานราคาลดลง แต่ถึงกระนั้นผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า bitcoin จะแยกตัวออกจากความสัมพันธ์กับ S&P 500 ได้ในระยะสั้น ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของตัวมันเอง

 ตลาดหุ้นสหรัฐ

ขณะที่เหตุการณ์ Halving ของ Bitcoin กำลังใกล้เข้ามาและจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับลดอุปทานในระบบลงครึ่งหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันเงินดอลลาร์มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ก็จะหลั่งไหลเข้าท่วมธนาคารและระบบของธนาคาร ซึ่งหวังว่าความขาดแคลนของ BTC ที่ลดลงนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนให้ย้ายเงินทุนของพวกเขาเข้ามาในตลาดคริปโตเพิ่มมากขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐ…

โปรแกรมเมอร์ชาวอเมริกา

Ross Ulbricht อดีตผู้ก่อตั้งเว็บค้ายาเสพติดระดับโลก อาจร่วงแตะ 3,000 ดอลลาร์

Ross Ulbricht หนึ่งใน โปรแกรมเมอร์ชาวอเมริกา ผู้ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักในวงกว้างของวงการคริปโตเคอเรนซี่และ Bitcoin ผู้ที่มีชื่อในวงการว่า Dread Pirate Roberts ที่เคยเป็นผู้ก่อตั้งเว็บขายยาเสพติดชื่อดัง Silk Road มาตั้งแต่แรกเริ่ม

ไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมานั้นดูเหมือนมุมมองของเขาที่มีต่อ Bitcoin จะกลับเป็นตลาดขาลงอีกครั้งในแง่ของการวิเคราะห์ผ่านทางเทคนิค และทำให้หลายคนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

เขาได้โพสต์ลงบน Medium ในหัวข้อที่มีชื่อว่า Bitcoin by Ross #9: A Strong Signal for Lower Prices หรือก็คือมีสัญญาที่ชัดเจนของราคาที่กำลังจะต่ำลงไปอีก ซึ่งได้อธิบายว่าตัวเขามองเห็นวิกฤตอันร้ายแรงของราคา Bitcoin ที่จะกลับมาไปที่ 3,000 ดอลลาร์ภายในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม หรืออย่างห่างไกลคือปี 2021 ขึ้นอยู่กับแนวโน้มของตลาดในระยะเวลาอันใกล้

โปรแกรมเมอร์ชาวอเมริกา

แล้วก่อนหน้านนี้เขาได้นำเอา Elliot Wave ซึ่งเป็นรูปแบบของการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่บอกลักษณะทางอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดมาใช้เพื่อคาดการณ์ราคาของ Bitcoin แต่โพสต์ดังกล่าวของเขาก็ไม่ได้รับความสนใจ

และล่าสุดนาย Ulbricht ได้กลับมาอีกครั้งคราวนี้ก็ยังยืนยันเหมือนเช่นเคยว่ายังคงเชื่อว่า Bitcoin จากมุมมองระยะยาวมันจะต้องมีการถูกเทขายอย่างแน่ๆ

อ้างอิงจากการชี้แจงและการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของเขาที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2020 นาย Ulbricht ได้เผยให้เห็นถึงจุดที่มันกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตระยะยาวของ Bitcoin

ได้อธิบายว่า Wave ที่ 3 ของ Bitcoin ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อจาก Correction Wave หรือ Wave ที่ 2 อาจ “น่าประทับใจยิ่งกว่า” Wave ที่ 1 แน่นอนว่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เงินสกุลเงินดิจิตอลเปลี่ยนจากเซ็นต์ไปมีมูลค่าหลายพันดอลลาร์ได้สำเร็จ

Ulbricht ลังเลที่จะคาดการณ์โดยเขาคิดว่า Bitcoin จะมีการปรับตัวขึ้นในอีกไม่กี่ปีหรือหลายสิบปีข้างหน้า แต่ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจากการที่เขายังเห็นข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างก่อนจะไปถึง

“ ผมยังคงเป็นนักลงทุนสายกระทิงในระยะยาว แต่ประเด็นก็คือระยะยาวนั้นมันยังมีขีดจำกัด ส่วนที่เหลือของ Wave ที่ 2 และจุดเริ่มต้นของ Wave ที่ 3 ดูเหมือนความผันผวนเล็กน้อยโดย Wave 2 อาจจะยังคงอยู่ในตอนนี้ แต่ทศวรรษนับจากนี้ราคา Bitcoin ที่กว่า 20,000 ดอลลาร์จะดูเหมือนถูกไปซะด้วยซ้ำ”

โปรแกรมเมอร์ชาวอเมริกา

โอกาสในการซื้อที่ดี
แม้กระนั้นผู้ก่อตั้ง Silk Road ก็ยังบอกชัดเจนว่าสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในสายตาของเขา ด้วยข้อมูลที่มีอย่างจำกัดจากที่เขาสามารถเข้าถึงได้ สามารถสรุปได้ว่าตัวเขาเองยังมองว่าราคา Bitcoin จะลดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เขากล่าวว่านักลงทุนมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่มันก็เป็นโอกาสของผู้ที่มองเห็นด้วยเช่นกัน

“ตราบใดที่ Bitcoin ยังคงมีการซื้อขายและระบบยังคงเป็นไปตามการวิเคราะห์ทางเทคนิคอยู่นั้น นี่อาจเป็นโอกาสในการซื้อที่ดีที่สุดที่เราจะได้เห็นเป็นเวลานานมากเลยทีเดียว”

โปรแกรมเมอร์ชาวอเมริกา…

และในที่สุด

จุดตัด Golden Cross ในกราฟราคา Bitcoin หลังราคาพุ่งทะลุ $7,700

และในที่สุด bitcoin พุ่งทะลุแนวต้านที่สำคัญขึ้นมาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกแล้วว่าช่วง Bull run ครั้งใหญ่กำลังจะกลับมา

เมื่อวานนี้ สกุลเงินดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกได้ปรับตัวพุ่งขึ้นมายืนอยู่ที่ระดับ $ 7,500 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า $ 704 ภายในเวลาเพียงสามชั่วโมงเท่านั้น ราคาได้พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ $ 7,775 บนเว็ปเทรด Coinbase ก่อนที่จะปรับฐานราคาลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ $ 7,500 ในเช้าวันนี้

และในที่สุด

จะเห็นได้ว่า Bitcoin ได้พุ่งขึ้นทะลุกรอบแนวต้านที่สำคัญและสามารถยืนเหนือระดับ $ 7,500 ได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามการปรับตัวลดลงของราคากำลังอยู่ในช่วงระหว่างการหยุดพักและตัวชี้วัดที่สำคัญก็ได้แสดงให้เห็นว่า ราคากำลังอยู่ในจุด Overbought

Golden Cross
สัญญาณด้านบวกของกราฟ Bitcoin นั้นได้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งมันก็คือ Golden Cross ที่หลาย ๆ คนกำลังเฝ้ารอจับตาดูอยู่ โดยก่อนหน้ามันได้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ซึ่งส่งผลให้ราคาของ Bitcoin พุ่งอย่างรุนแรงจากระดับ 7,500 ดอลลาร์ ไปแตะจุดสูงสุดของปีนี้ที่ระดับ 10,500 ดอลลาร์

หากให้อธิบายง่าย ๆ Golden Cross คือสัญญาณด้านบวกที่ปรากฎบนกราฟระดับ 1D ของ Bitcoin ที่เส้น MA 50 วันวิ่งตัดขึ้นกับเส้น MA 200 วัน โดยก่อนหน้านี้มันเคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว ซึ่งนั้นก็คือเดือนมกราคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามหากเส้น MA 50 วันวิ่งตัดลงกับเส้น MA 200 วัน มันจะกลายเป็นรูปแบบ Death Cross ที่บ่งบอกถึงช่วงขาลงเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ราคาจะร่วงลงอย่างรุนแรงในวันที่ 12 มีนาคม 2020

และในที่สุด

ราคาของ Bitcoin นั้นมีการซื้อขายอยู่ที่ระดับ 7,500 ดอลลาร์ อ้างอิงจาก Coinmarketcap ซึ่งหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแล้วล่ะก็ เราอาจจะได้เห็นราคาของ BTC นั้นพุ่งไปที่ 10,000 ดอลลาร์ภายในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมเลยก็เป็นได้ ซึ่งจุดที่น่าสนใจก็คือช่วงเดือนพฤษภาคมนั้นถือเป็นช่วงที่กำลังจะเกิดการ halving อีกด้วย

นี่เป็นเพียงแค่การวิเคราะห์ราคาเชิงเทคนิคเท่านั้น ซึ่งผู้อ่านควรที่จะวิเคราะห์และทำการบ้านด้วยตนเอง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน ไม่ควรใช้บทความนี้ในการช่วยตัดสินใจลงทุน เพราะทางเราจะไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นหากเกิดความสูญเสียขึ้น ซึ่งหากลองดูรูปด้านล่างนั้นจะพบว่าก่อนหน้านี้เมื่อปี 2015 นั้นกราฟเคยเกิดเหตุการณ์ Golden Cross ขึ้นมาแล้วเช่นกัน ทว่าครั้งแรกนั้นราคาพุ่งขึ้นมา แต่ก็วิ่งกลับลงไปหลังจากนั้นไม่นาน ถือเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่า fakeout หรือตลาดหลอกว่าราคาจะกลายเป็นขาขึ้นระยะยาวแต่ก็ไม่ใช่

และในที่สุด…

COVID

ผู้ก่อตั้งบริษัท Galaxy Digital เชื่อเวลาของ Bitcoin มาถึงแล้ว

เชื่อว่า Bitconi นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกลียุคด้านเศรษฐกิจที่กำลังถูกทำให้เกิดขึ้นโดยไวรัส  COVID -19 ในขณะนี้ โดย Bitcoin นั้นกำลังอยู่ในช่วงจังหวะสำคัญท่ามกลางการพิมพ์เงินเป็นจำนวนมหาศาลของ Fed ในตอนนี้

เศรษฐีพันล้าน นาย Mike Novogratz หรือผู้ก่อตั้งบริษัท Galaxy Digital กล่าวว่า “เงินนั้นไม่ได้ถูกปลูกให้โตบนต้นไม้” พร้อมเอ่ยว่ามันจะมี Bitcoin เพียงแค่ 21 ล้านเหรียญที่จะถูกขุดขึ้นมาเพียงแค่นั้น

ด้านนาย Novogratz ผู้ที่มีกลยุทธ์ในการเทรดทั้งด้านมาโครและ cryptocurrency เผยถึงหลักฐานที่ว่าการปรับตัวใช้ Bitcoin ของผู้คนกำลังที่จะมาถึงในเร็ววันนี้

“เราได้เห็นการพิมพ์เงินที่กำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยพวกธนาคารกลาง และผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการที่จะค้นหาอะไรบางอย่างที่มีความหายากมากกว่านี้”

COVID

ความโดดเด่นของ Bitcoin นั้นกำลังมาช่วยเติมเต็มความต้องการในรูปแบบดังกล่าว รวมถึงการที่ว่ามี 85% ของเหรียญทั้งหมดที่ถูกขุดออกมาแล้ว และการ halving นั้นก็จะเกิดขึ้นในเดือนหน้านี้ และจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของมันถูกหั่นลงครึ่งหนึ่ง

“ด้วยความรู้สึกของผมนั้นก็คือคุณจะต้องมีปัจจัยด้านมาโครที่กำลังเกิดขึ้น และปัจจัยการปรับตัวเข้ามาใช้งานที่กำลังเกิดขึ้นใน Bitcoin”

ตลาดน้ำมัน
การดิ่งตัวลงของตลาดน้ำมันในสัปดาห์นี้ทำให้ราคานั้นได้ร่วงลงมา -40 ดอลลาร์ต่อบาเรล หมายความว่าความอ่อนแอทางด้านการเป็นตัวเก็บมูลค่าของน้ำมันนั้นจะต้องทำให้ Bitcoin โดดเด่นขึ้นมามากกว่าเดิม โดยนาย Mike Novogratz เขากล่าวว่าเคยเห็นตลาดในรูปแบบดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว

“เมื่อตลาดส่วนใหญ่พัง และตลาดน้ำมันไปไม่รอด การซื้อขายนั้นติดลบ 40 และในวันต่อมาสัญญาซื้อขายของเดือนมิถุนายนก็พังทลาย และมีความผันผวนสูงมาก มันได้ส่งข้อความที่บอกว่าอะไรบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง เซนส์ของผมนั้นก็คือตลาดหุ้นกำลังจะต้องมีการซื้อขายที่หนักหน่วงไปพักหนึ่ง และตลาดน้ำมันดิบก็จะมีการซื้อขายที่หนักหน่วงด้วยเช่นเดียวกัน”

เผยอีกว่าตัวเขานั้นมองว่าราคาทองคำจะพุ่งขึ้น และถือ Bitcoin อยู่เป็นจำนวนหนึ่ง และได้ทำการเทขายหุ้นที่ผ่านมานี้ และแม้ว่าเขาจะไม่ได้ออกมาทำนายจุดต่ำสุดของตลาด S&P 500 แต่เขาก็เผยว่า ความผันผวนนั้นจะยังคงอยู่ในตลาดจนกระทั่งเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง และนั่นก็จะไม่เกิดขึ้นในอีกอย่างน้อย 6 เดือน

“เศรษฐกิจมันกำลังแย่ และมันก็จะเป็นแบบนี้ไปอีกสักพักหนึ่ง”

เหรียญได้รับความเสียหาย

CEO บริษัทผู้สร้างเหรียญคริปโต อันดับ 3 ฟ้อง Youtube

CEO ของบริษัทผู้สร้างเหรียญคริปโตอันดับสามของโลกนาย Brad Garlinghouse กำลังออกมาฟ้อง YouTube ในข้อหาที่ยินยอมให้มีการทำวีดีโอฉ้อโกงและหลอกลวงว่าจะแจกเหรียญ XRP ปลอม ส่งผลทำให้ผู้ใช้งาน เหรียญได้รับความเสียหาย และบริษัทต้องเสียชื่อเสียง

ซึ่งการยื่นฟ้องของ Ripple นั้นดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและฉ้อโกงว่าจะแจกเหรียญ XRP ให้แบบฟรี ๆ โดยมิจฉาชีพนั้นจะไปทำการขโมยบัญชีผู้ใช้งานบน Youtube เพื่อนำมาหลอกเหยื่อให้ทำการส่ง XRP ไปให้มิจฉาชีพเหล่านี้ และสัญญาว่าจะส่งเหรียญ XRP คืนให้เหยื่อเป็นจำนวนที่มากกว่าเป็นการตอบแทน

จากทวิตเตอร์ของนาย Brad นั้น เขาได้ออกมากล่าวว่า Youtube นั้นถือเป็นจุดศูนย์กลางของการหลอกลวงเหล่านี้ และเผยว่าแพลทฟอร์มโซเชียลอื่น ๆ อย่างเช่น Instagram นั้นก็มีความเกี่ยวข้องอีกด้วย

“ในวงการนี้ บริษัทด้านโซเชียลนั้นกำลังล้มเหลวในการจัดการแพลทฟอร์มของพวกเขาเพื่อป้องกันพวกมิจฉาชีพหลอกลวงด้านการแจกเหรียญฟรี มีผู้คนนับร้อย (รวมถึงพวกคุณบางคนด้วย) ที่ต้องสูญเสียเงิน แต่กระนั้นบริษัทเหล่านี้ก็ยังไม่แยแส” เขากล่าว

จากเอกสารการยื่นฟ้องนั้น ทาง Ripple ได้กล่าวว่านักฉ้อโกงเหล่านี้ได้ประสบความสำเร็จในการหลอกเงินมาจากเหยื่อได้ “นับล้าน XRP ซึ่งมีมูลค่ารวมหลายแสนดอลลาร์” นอกจากนี้ยังมีการกล่าวว่ามีเหยื่อรายหนึ่งที่สูญเสียเหรียญ XRP จำนวน 15,000 เหรียญภายในธุรกรรมเดียวอีกด้วย

“ก่อนหน้านี้ทาง Ripple ได้ออกมาเรียกร้องให้ทาง YouTube จัดการหยุดการหลอกลวงเหล่านี้หลายครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลอกลวงต่อไปอีก แต่กระนั้นทาง Youtube ก็ออกมาปฏิเสธ แม้ว่าจะเหตุการณ์การฉ้อโกงนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การตอบกลับของ Youtube นั้นก็ไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นทาง Ripple และนาย Garlinghouse จึงต้องเสียชื่อเสียง” อ้างอิงจากเอกสารการฟ้องร้อง

ก่อนหน้านี้ทาง Ripple นั้นได้ทำการส่งข้อความไปทาง Youtube เพื่อขอร้องให้มีการนำเอาบัญชีผู้ใช้งานที่ทำการโปรโมทกิจกรรมการฉ้อโกงเหล่านี้ออก แต่ทาง Youtube ล้มเหลวที่จะให้ความร่วมมือ

นอกเหนือจากนี้ทาง Ripple ยังกล่าวหาอีกด้วยว่าทาง Google มีส่วนช่วยให้มิจฉาชีพเหล่านั้นด้านการอนุญาตให้ยิงโฆษณาบนแพลทฟอร์ม และทำให้พวกเขาได้รับผลกำไรจากการหลอกลวงคน โดยเอกสารกล่าวว่า “ภายหลังจากที่ Youtube ได้รับช้อความเกี่ยวกับกิจกรรมการหลอกลวงเหล่านี้ในหลาย ๆ ครั้ง พวกเขาได้ขายโฆษณา และช่วยเอาโฆษณาในรูปแบบวีดีโอขึ้นบนแพลทฟอร์มให้กับมิจฉาชีพเหล่านี้ เพื่อให้มีเหยื่อสามารถเข้าถึงและเข้าชมวีดีโอหลอกลวงเหล่านี้ได้มากขึ้น”

เอกสารการฟ้องร้องดังกล่าวถูกยื่นให้กับศาลของรัฐบาลกลางเพื่อเรียกร้องให้ทาง YouTube ทำการปิดบัญชีของมิจฉาชีพเหล่านี้ที่ใช้เครื่องหมายการค้าของ Ripple เพื่อโฆษราการฉ้อโกงเหล่านี้ และเรียกร้องให้มีการจัดการที่รวดเร็วกว่านี้

“ทางศาลควรที่จะบีบบังคับให้ทาง Youtube ทำตามข้อเรียกร้องทางกฎหมายนี้ เพื่อยกเลิกนโยบายที่ตั้งใจจะไม่ให้ความร่วมมือ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อแบรนด์ของ Ripple และนาย Garlinghouse และก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายด้านการเงินต่อเหยื่อที่ถูกขโมยเงินไปโดยมิจฉาชีพเหล่านี้ หากทางศาลไม่สนใจที่จะตักเตือนและบังคับ Youtube ให้จัดการ การฉ้อโกงดังกล่าวก็จะไม่หยุด และก็จะมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอีกเป็นจำนวนมาก” อ้างอิงจากเอกสารยื่นฟ้อง

ภายหลังทาง Youtube ออกมาให้สัมภาษณ์กับ The Blockว่า “พวกเราจริงจังในการจัดการไม่ให้มีการใช้งานแพลทฟอร์มที่ผิด ๆ อย่างจริงจังอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเราค้นพบการละเมิดกฎของพวกเราบนแพลทฟอร์ม เช่นการฉ้อโกงหรือการแอบอ้าง”

เหรียญได้รับความเสียหาย และบริษัทต้องเสียชื่อเสียง…

สามารถที่จะเปิดตัวต่อไปได้

FB เริ่มสร้างทีมเหรียญคริปโต Libra ในไอร์แลนด์ พร้อมเล็งรับเพิ่มอีก 50 ตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้เหรียญ Libra ของ Facebook จะต้องเจอกับปัญหารอบทิศจนทำให้พวกเขาต้องหันมาปรับเปลี่ยนทิศทางของโปรเจ็ค แต่ล่าสุดนั้นดูเหมือนว่าพวกเขาจะสามารถรุดหน้าต่อไปได้แล้ว ด้วยการขยายทีมเพิ่มเพื่อที่จะให้เหรียญ cryptocurrency ตัวนี้ สามารถที่จะเปิดตัวต่อไปได้

และหนังสือพิมพ์ Irish Times ได้รายงานเมื่อวานนี้ว่าทาง Facebook นั้นกำลังเตรียมการจ้างงานเพิ่มอีก 50 ตำแหน่งเพื่อที่จะให้มาทำงานในบริษัทลูก Calibra โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนากระเป๋า wallet เก็บเหรียญ Libra ของพวกเขา โดยบริษัทดังกล่าวนั้นจะตั้งอยู่ในเมือง Dublin ประเทศไอร์แลนด์ และคาดว่าจะจ้างงานสำเร็จภายในสิ้นปี 2020 นี้

ซึ่งตัวแทนจาก Calibra ให้สัมภาษณ์กับสื่อ CoinDesk ว่าหน้าที่หลัก ๆ ของออฟฟิศ Calibra ในไอร์แลนด์นั้นก็เพื่อที่จะคอยจัดการโปรเจ็คเพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมายของรัฐบาล และรวมถึงการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้โครงการมีภูมิคุ้มกันต่อมิจฉาชีพที่จะมาแสวงหาผลประโยชน์ในการฉ้อโกงได้ นอกจากนี้พวกเขายังวางแผนสร้างทีมดูแลลูกค้าอีกด้วย

“พวกเรากำลังจ้างผู้เชี่ยวชาญในด้านการป้องกันการฉ้อโกง, ด้านกฎหมาย, การจัดการแรงงาน และการดูแลลูกค้า เพื่อที่จะขยายทีมโอเปอเรชันของเรา และรองรับกระเป๋า Calibra Wallet” กล่าวโดยนาง Laura Morgan Walsh หรือหัวหน้าทีมโอเปอเรชันของ Calibra “พวกเราเชื่อว่าปัญหาทางด้านการเงินนั้นสามารถที่จะถูกแก้ไขได้ แลพวกเราก็กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาเข้าร่วมกับทีมงานของเรา”

Facebook นั้นได้เริ่มเข้าไปในประเทศไอร์แลนด์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2009 โดยหลัก ๆ ที่พวกเขาต้องเข้าไปเปิดบริษัทในประเทศดังกล่าวนั้นเป็นเพราะว่าอัตราภาษีบริษัทขนาดใหญ่ที่ต่ำ โดยภายหลังพวกเขาได้ยกให้ออฟฟิศดังกล่าวนั้นเป็นสำนักงานใหญ่ในทวีปยุโรปเลย

ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา จำนวนพนักงานที่ทาง Facebook และบริษัทหุ้นส่วนของพวกเขาในไอร์แลนด์ทำการจ้างนั้นได้เพิ่มจาก 30 เป็น 5,000 คนอย่างรวดเร็ว โดยเป็นที่คาดการณ์ว่าการจ้างงานเพิ่มในบริษัท Calibra นี้อาจทำให้จำนวนพนักงานในเครือของพวกเขาพุ่งแตะ 7,000 คนภายในสิ้นปี 2020 นี้ได้เลยทีเดียว

รายงานดังกล่าวนั้นมีขึ้นมาไม่ถึงสัปดาห์หลังจากที่สมาคม Libra นั้นได้ออกมากล่าวว่าพวกเขาจะลดความทะเยอทะยานลง เพื่อที่จะไม่ไปสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศและเพื่อให้เหรียญดังกล่าวได้เกิดเสียที โดยดีไซน์ของ whitepaper ตัวใหม่ของพวกเขานี้เผยว่าแทนที่เหรียญ Libra นั้นจะถูกผูกไว้กับตระกร้าสกุลเงินแค่ไม่กี่สกุล แต่มันกลับจะถูกเปิดตัวใหม่โดยแยก Libra ที่ถูกผูกกับสกุลเงินนั้น ๆ ไปเลย

ในตอนนี้บริษัท Calibra ของ Facebook นั้นเปิดรับสมัครงานในสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯแล้ว โดยพวกเขาได้โฆษณาตำแหน่งงานใหม่ถึง 26 ตำแหน่งด้วยกัน อ้างอิงจาก Linkedin ของพวกเขา

สามารถที่จะเปิดตัวต่อไปได้…

พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

ชาวจีน 14 รายโดนจับกุมข้อกล่าวหาต้มตุ๋น Bitcoin ในมาเลเซีย

เมื่อเร็วๆนี้ทางการมาเลเซียได้จับกุมตัวชายคนจีน 14 คนในข้อหาการฉ้อโกง Bitcoin และก็ฝ่าฝืน พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

ตำรวจมาเลเซียได้จับตัวชายชาวจีน 14 คนในข้อหาหลอกหลวงและฉ้อโกง Bitcoin โดยมีเป้าหมายเพื่อหลอกลวงนักลงทุนในประเทศบ้านเกิดของพวกเขา

ผู้ช่วยผู้บัญชาการ Dzulkhairi Mukhatar กล่าวว่าการจับกุมได้เกิดขึ้นในวันที่ 18 เมษายน 2020 จากที่มีการเฝ้าระวังมานานกว่าสองเดือน

มีผู้ต้องสงสัยทุกคนมีอายุตั้งแต่ 20 ไปจนถึง 30 ปี และมีอย่างน้อยสามคนที่ไม่มีเอกสารการเดินทางถูกต้องตามกฎหมาย

ตำรวจมาเลเซียจับกุมนักต้มตุ๋นคริปโตในประเทศจีน
นักต้มตุ๋นได้ทำการปลอมตัวเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยและหาเหยื่อผ่านแอปพลิเคชั่นส่งข้อความยอดนิยมของจีนเช่น WeChat และ QQ “ผู้ต้องสงสัยทุกคนจะพูดกันปากต่อปากว่าการลงทุนได้ผลกำไรจริง เพื่อชักชวนเหยื่อให้ทำการลงทุน” ผู้ช่วยผู้บัญชาการ Mukhatar กล่าว

ผู้กระทำผิดจะต้องเผชิญกับข้อหาภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากการฉ้อโกง ซึ่งอาจมีโทษจำคุกนานถึงสิบปีและค่าปรับที่อาจมีมูลค่าสูงถึง $ 2,300

ในขณะนี้ทางตำรวจกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบจำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและเงินที่หายไปจากหลอกลวงทั้งหมด

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียตัวปลอมและการหลอกลวงคริปโต
ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่า

ตำรวจมาเลเซียเข้าบุกเข้าจับนักขุด Bitcoin หลังจากที่พวกเขาลักลอบใช้ไฟฟ้าทำให้ทางการเสียหายไปกว่า 3.2 ล้านริงกิต หรือประมาณ 760,736 ดอลลาร์

ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของมาเลเซีย Tenaga Nasional Bhd. ตกเป็นเหยื่อของการขุดคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งส่งผลให้สูญเงินไปกว่า 760,736 ดอลลาร์ อ้างอิงจากสื่อข่าวท้องถิ่น Malay Mail ที่ได้รายงานเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2019

นอกจากนี้เมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว สื่อข่าวท้องถิ่นยังได้รายงานอีกว่า ชื่อของนายกรัฐมนตรี Mahathir bin Mohamad ได้ถูกนำไปใช้ในการหลอกลวง Bitcoin ผ่านทางอีเมลอีกด้วย…

นักเทรดมืออาชีพ

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นปิดช่องว่างตลาดฟิวเจอร์ CME ตามการคาดคะเนแล้ว

ดูราวกับว่าราคาของ Bitcoin นั้นจะพุ่งขึ้นไปปิดช่องว่างของกราฟบนตลาดฟิวเจอร์ระดับโลกที่ 7,260 ดอลลาร์แล้วในขณะกำลังรายงานข่าวอยู่นี้ โดยก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาได้มี นักเทรดมืออาชีพ ออกมาคาดคะเนถึงการพุ่งขึ้นของราคาดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจะเกิดขึ้นในวันหยุดนี้ แม้กระนั้นมันก็มีโอกาสที่จะหล่นลงไปภายหลังจากนี้ได้ด้วยเหมือนกัน

นักเทรดมืออาชีพ

อ้างอิงจากทวิตเตอร์ของนักวิเคราะห์ชื่อดัง Michael van de Poppe นั้น เขาได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์ว่าราคาของ Bitcoin จะมีโอกาสพุ่งขึ้นมาปิดช่องว่างบนตลาด CME ที่ระดับราคา 7,260 ดอลลาร์ได้เมื่อตอนช่วง 4 โมงเย็นที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นช่วงก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้น และมองว่านี่คือเรื่องธรรมดาอย่างมาก หากนับจากสถิติที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้งที่ราคา Bitcoin มักจะเคลื่อนไหวเพื่อไปปิดช่องว่างบนตลาดดังกล่าว

นักเทรดมืออาชีพ

แต่เขาไม่ได้มองภาพรวมของตลาดเป็นขึ้นแบบ 100% โดยนอกเหนือจากนั้น เขามองว่าตลาดมีโอกาสที่จะร่วงลงไปที่ระดับต่ำกว่า 7,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้งหนึ่งในวันจันทร์นี้ ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเทรนด์ของตลาดนั้นยังไม่มา และราคานั้นยังคง sideway อยู่ในกรอบขนาดใหญ่อยู่

แล้วนักวิเคราะห์อีกรายหนึ่งผู้ใช้นามแฝงว่า cryptohulk นั้นก็มีความเห็นที่ใกล้เคียงกัน โดยเขามองว่าราคานั้นก็จะพุ่งไปปิดช่องว่าง CME เช่นกัน

นักเทรดมืออาชีพ

เทคนิคการเทรด Bitcoin ด้วยการหาช่องว่างบนตลาด CME นั้นถือเป็นเทคนิคที่หลายคนทำมานานแล้ว เนื่องจากว่าโอกาสที่มันมักจะได้ผลนั้นมีสูงมากหากนับจากสถิติที่ผ่านมา

ถ้าดูกราฟของ CME ด้านล่างจาก Chronis Trading ด้านล่างนั้นจะพบว่าเรามีช่องว่างของราคาที่ยังไม่ได้ถูกปิดอีกทั้งหมด 3 ช่อง (ไม่รวมที่ระดับ 7,265 ดอลลาร์) ซึ่งดูเหมือนว่าช่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดนั้นก็คือช่องระดับที่ 3,565 ดอลลาร์ที่ก่อนหน้านี้ราคาเคยร่วงไปแล้วอย่างรุนแรงเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าการร่วงล่าสุดของราคา Bitcoin เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นจะยังไม่สามารถปิดช่องดังกล่าวได้

นักเทรดมืออาชีพ

แต่เราก็ยังเหลือช่องที่ระดับ 11,735 ดอลลาร์ที่เคยถูกเปิดไว้เมื่อก่อนเดือนกันยายนปี 2019 ที่ผ่านมาอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าราคานั้นจะพุ่งไปปิดช่องไหนก่อนหรือหลัง…

ได้เริ่มลงทุนใน

นักลงทุนสถาบันกำลังลงเงินในกองทุน Bitcoin และก็ Ethereum ด้วยจำนวนเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

จำนวนสถิติล่าสุดจากบริษัทด้านการบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล Grayscale ได้เปิดเผยให้มีความเห็นว่านักลงทุนสถาบันนั้นกำลังค่อยๆนำเงินของพวกเขาเข้ามาลงทุนใน Ethereum เป็นครั้งแรก จากที่ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ได้เริ่มลงทุนใน Bitcoin ไปแล้ว

ซึ่งโดยอ้างอิงจากรายงานของ Grayscale ของเมื่อตอนไตรมาสที่ 1 ของปี 2020 นี้ เปิดเผยว่านักลงทุนสถาบันกำลังเริ่มมุ่งมั่นกับการลงทุนในเหรียญ ETH มากขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้นพอเพียงที่จะทำให้สามารถใส่ข้อมูลเข้าไปใน Grayscale Ethereum Trust ได้

นาย Spencer Noon หัวหน้าฝ่ายของบริษัทด้านการลงทุนคริปโต DTC Capital กล่าวว่าตัวเลขสถิตินั้นกำลังแสดงให้เห็นว่าจำนวนนักลงทุนกระเป๋าหนาที่เข้ามาลงทุนใน Ethereum กำลังถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว

“นักลงทุนสถาบันนั้นกำลังซื้อเหรียญ ETH ดูเหมือนว่าแมวนั้นได้ออกมาจากถุงแล้ว (คำเปรียบเปรยที่หมายถึงการเปิดเผยความลับ) โดยรายงานล่าสุดจาก Grayscale นั้นกล่าวว่า

[Grayscale] Ethereum Trust เผยให้เห็นถึงตัวเลขจำนวน 110 ล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสแรกที่ไหลเข้ามาในตลาด ซึ่งนี่มันมากกว่าของ 2 ปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก (95.8 ล้านดอลลาร์)”

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนจบไตรมาสที่ 1 นั้น จำนวนเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดของ Ethereum ได้แซงหน้าของ Bitcoin ไปแล้ว

โดยในช่วงทั้งไตรมาสนั้น นักลงทุนได้ลงเงินเข้ามาถึง 389 ล้านดอลลาร์ใน Grayscale Bitcoin Trust ในส่วนของ Ethereum Trust นั้นจะอยู่ที่ 498.9 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของ Grayscale นั้นจะมีเหรียญ cryptocurrency จริง ๆ มาค้ำไว้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนของพวกเขานั้นจะมีเหรียญดัง ๆ อย่างเช่น XRP, Bitcoin Cash, Litecoin, Ethereum Classic, Stellar Lumens, Zcash และ Horizen โดยรายงานล่าสุดของพวกเขานั้นเผยว่ามีเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดรวมกันถึง 503.7 ล้านดอลลาร์

พวกเขากล่าวว่านักลงทุนนั้นกำลังเริ่มให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่ชอบความเสี่ยงในตลาดคริปโตที่มีความผันผวนสูงก็ตาม

ได้เริ่มลงทุนใน Bitcoin ไปแล้ว…