รายงานข่าวดังที่กล่าวมาแล้วนี้

รายงานข่าวดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ส่งผลทำให้นักลงทุนคิดว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นในเร็วๆนี้

รายงานข่าวดังที่กล่าวมาแล้วนี้

Bitcoin แล้วก็ตลาดคริปโตเคอเรนซี่ ไม่ใช่ทรัพย์สินประเภทเดียวที่ตกลงอย่างหนักในช่วงสองสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่
ผ่านมา สัปดาห์นี้ถือได้ว่าหนึ่งช่วงที่ไม่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีหุ้น Dow Jones แล้วก็ S&P 500 ตกลงกว่า 12%
ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนับได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่ตกแรงที่สุดตั้งแต่แมื่อตอนวิกฤตทางการเงินคราวก่อน รายงานข่าวดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) กำลังถูกกดดันให้เตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์
เชื่อว่าสิ่งนี้จะส่งผลดีต่อ Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ ธนาคารกลางสหรัฐอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และนั่นจะทำ
ให้ Bitcoin กลับมาเป็นช่วงขาขึ้นอีกครั้ง ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเชื้อไวรัส COVID-19 เริ่มแพร่ระบาดอย่างหนัก ซึ่ง
มันส่งผลให้ผู้คนตื่นตระหนกและตลาดหุ้นทั่วโลกก็ร่วงลงในเวลาต่อมา เราจะเห็นได้ว่าตอนนี้ธนาคารกลางสหรัฐกำลังถูกกดดันอย่างหนักเพื่อให้ตอบสนองต่อความกลัวที่เพิ่มขึ้น จนในที่สุดนาย Jerome Powell ประธาน Fed ก็ได้ออกมากล่าว
ว่า : “พื้นฐานเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นั้นยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามเชื้อไวรัสโคโรน่า มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจะใช้เครื่องมือของเราและดำเนินการตามความเหมาะสมเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ” รายงานข่าวดังที่กล่าวมาแล้วนี้ หลังจากที่ Fed ได้มีการเผยแพร่เรื่องราวนี้ออกไป นักวิเคราะห์หลายคนก็ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตุกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจเตรียมที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นนักลงทุนจึงคาดหวังว่าธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปจนถึงช่วงสิ้นปี 2020 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันนักลงทุนคริปโตก็เชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ อาจทำให้ราคาของ Bitcoin กลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง Travis Kling ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของ Ikigai กล่าวว่า โพสต์ทวีตล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นตัวยืนยันแล้วว่า “นโยบายการเงินที่รุนแรงยังคงมีชีวิตอยู่” นาย Travis Kling เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาของธนาคารกลางและรัฐบาลที่ “ไร้ประสิทธิภาพ” นั้นจะส่งผลดีต่อ Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ตัวอื่น ๆ เนื่องจากคุณสมบัติในหลาย ๆ ด้าน อาทิเช่นเรื่องความขาดแคลน , decentralized , จำนวนเหรียญที่มีอยู่อย่างจำกัด , การที่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ และ ความสามารถในการเก็บรักษามูลค่าของมัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้มันแตกต่างจากเงินเฟียตที่ครอบงำโลกอยู่ในขณะนี้ รายงานข่าวดังที่กล่าวมาแล้วนี้

เล็งขยายต่อทั่วทั้งโลก

Litecoin เปิดตัวตู้ เอทีเอ็ม เหรียญ LTC กว่า 13,000 เครื่องในเกาหลีใต้ เล็งขยายต่อทั่วทั้งโลก

เล็งขยายต่อทั่วทั้งโลก

Litecoin (LTC) ซึ่งเป็นคริปโตเคอเรนซี่ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับเจ็ดของโลก ปัจจุบันนี้สามารถถอนเป็นเงินวอนเกาหลี (KRW) ได้แล้วที่ตู้เอทีเอ็มกว่า 13,000 เครื่องในเกาหลีใต้ อ้างอิงรายงานจากมูลนิธิ Litecoin Foundation

ปัจจุบันนี้ LTC กำลังเปลี่ยนเป็นกระแสหลักในเกาหลีใต้ด้วยความร่วมมือจาก MeconCash LTC Spinoff Spin ซึ่ง LTC จะช่วยทำให้ผู้คนสามารถทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer โดยไม่ผ่านคนกลางใดๆก็ตาม

MeconCash กำลังรวมคริปโตเคอเรนซี่เข้ากับแพลตฟอร์มของ M.Pay เพื่อช่วยให้ผู้ที่ถือเหรียญ Litecoin สามารถส่งเงินอย่างรวดเร็วจากต่างประเทศกลับไปยังเกาหลีใต้ นอกจากนี้ผู้ใช้ Litecoin ยังสามารถซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ในแพลตฟอร์ม MeconCash ของ MeconMall หรือเลือกชำระเงินสำหรับเกมมือถือโดยใช้ M.Pay เพื่อแลกรับรางวัลได้อีกด้วย

นาย Jo Jae Do ประธาน MeconCash กล่าวว่า :

“ด้วยการเป็นพาร์ทเนอร์กับมูลนิธิ Litecoin Foundation เราจะช่วยเพิ่มการยอมรับ Litecoin ไปทั่วทั้งตลาดเกาหลี โดยเริ่มต้นจากการถอนเงินผ่านตู้ ATM และในฐานะหุ้นส่วน เราคาดว่าจะได้เห็นเติบโตเพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งมันจะไม่เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดเกาหลีเท่านั้น แต่มันจะเกิดขึ้นในตลาดโลกด้วย”

นาย Charlie Lee บิดาผู้สร้าง Litecoin ยังคงมุ่งเน้นไปที่การร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ในเกาหลีใต้เพื่อช่วยกระตุ้นให้การเกิดการยอมรับเหรียญ Litecoin ในวงกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน , K-Pop , DEFI หรือกีฬาอาชีพ

นาย Lee กล่าวว่าการรวมเข้ากับแพลตฟอร์มของ M.Pay และเครือข่ายตู้ ATM ขนาดใหญ่นั้นเป็น “กระบวนการขยายธุรกิจ Litecoin ไปยังตลาดในเกาหลีใต้” และนอกจากนี้ยังเป็นการผลักดันให้ Litecoin เคลื่อนย้ายเข้าสู่อุตสาหกรรมการโอนเงินของประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

อย่างไรก็ตามในขณะนี้มูลค่าเหรียญ Litecoin ได้ร่วงลดลงจากระดับสูงสุดของเดือนนี้ที่ $ 78.15 สู่ระดับ $ 59.96 ในปัจจุบัน โดยมีมูลค่าตลาดทั้งหมดอยู่ที่ 3,845 พันล้านดอลลาร์

เล็งขยายต่อทั่วทั้งโลก…

ให้บัญชีบริษัทรวมทั้งบุคคล

บริษัทการโอนเงินระดับโลก MoneyGram ตั้งเป้าหมายขยายการใช้แรงงาน XRP และก็ RippleNet ให้บัญชีบริษัทรวมทั้งบุคคล

ให้บัญชีบริษัทรวมทั้งบุคคล

บริษัทด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ MoneyGram ตระเตรียมขยายการใช้งาน Ripple แล้วก็ XRP ด้านซีอีโอนาย Alex Holmes พูดว่าทาง MoneyGram นั้นจัดเตรียมที่จะเปิดให้บริการโอนเงินโดยใช้ XRP ในแถบประเทศอื่นมากขึ้นเรื่อยๆและก็ใช้ประโยชน์จาก RippleNet ด้วย

“การร่วมมือกับ Ripple เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราได้เป็นผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัล P2P วอลุ่มของเราก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเตรียมที่จะขยายบริการไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เราตื่นเต้นที่จะประกาศว่าเราจะนำ RippleNet มาใช้กับฟีเจอร์ account-to-account การโอนเงินในปีนี้ 2020 ซึ่งจะยิ่งทำให้กระบวนการชำระเงินแบบเรียลไทม์ของเรารวดเร็วยิ่งกว่าเดิม” ซีอีโอของ MoneyGram กล่าว

ฟีเจอร์ account-to-account ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถโอนเงินระหว่างบัญชีธนาคารได้แม้ว่าบัญชีนั้นจะอยู่ในประเทศใดก็ตามทั่วโลก

แต่ทาง MoneyGram ยังไม่ได้ออกมายืนยันว่าจะใช้ XRP มาใช้กับการโอนเงิน account-to-account นี้หรือไม่ซึ่งทางซีอีโอของ MoneyGram ก็แอบบอกมาว่าอาจจะแพร่ขยายบริการทั่วเอเชียและออสเตรเลีย

“เรากำลังทำการสำรวจตลาดอาเซียนและฟิลิปปินส์ ออสเตรเลียและญี่ปุ่นรวมถึงประเทศอื่นๆ กระบวนการชำระเงินที่เป็นปัญหาอีกอย่างหนค่งคือเวลาที่จะทำการชำระเงินต้องมีการแปลงเงินเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งมันไม่สะดวกถ้าหากว่าคุณต้องการได้สกุลเงินอื่นๆ เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลียหรือเปโซของฟิลิปปินส์ ถ้าใช้แพลตฟอร์ม XRP ก็ไม่ต้องมาเจอปัญหาเหล่านี้”

ทางด้าน Ripple ได้เข้าร่วมมือกับ MoneyGram มาตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้วและตอนนี้ MoneyGram ได้กลายผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ XRP มากที่สุด…

ในปลายปีนี้แล้วก็พุ่งไปถึง

โมเดล Stock to flow เปิดเผยราคา Bitcoin จะพุ่งแตะ $14,000 ในปลายปีนี้แล้วก็พุ่งไปถึง $37,000 ในปี 2021

ราคา Bitcoin จะพุ่งแตะ $14,000 ในปลายปีนี้แล้วก็พุ่งไปถึง $37,000 ในปี 2021

ปัจจุบันนี้มีตัวชี้วัดมากมายที่ได้มีการพยากรณ์ราคาของ Bitcoin ในรูปแบบที่ต่างกันออกไป แต่ถ้าว่าหนึ่งที่ตัวชี้วัดที่ถูกต้องแม่นยำเยอะที่สุดก็คือ โมเดล Stock to flow ของนาย Plan-B นักวิเคราะห์ชื่อดัง เนื่องมาจากมันมีการวิเคราะห์ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ Halving ของ Bitcoin ดังนั้นนี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกแล้วว่าราคาของ Bitcoin กำลังจะพุ่งแตะระดับ $ 14,000 ภายในช่วงปลายปี

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Bitcoin สามารถขึ้นไปยืนเหนือระดับราคาสูงกว่า $ 10,000 ได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็ต้องเผชิญหน้ากับแนวต้านที่แข็งแกร่งและตอนถอยทัพกลับลงมาที่ระดับต่ำกว่า $ 9,600 อีกครั้ง ในขณะที่รายงาน

วิเคราะห์ราคา Bitcoin โดยใช้โมเดล Stock to Flow
โมเดล Stock to Flow เป็นการเทียบสัดส่วนของปริมาณของสินค้าที่มีอยู่ในสินค้าคงเหลือหรือยอดขายในปัจจุบันซึ่งในที่นี้ก็คือ Bitcoin โดยนำมาหารด้วยจำนวนที่ผลิตทุกปี ซึ่งมันถูกนำมาใช้มากขึ้นสำหรับการคาดการณ์ราคา BTC และเนื่องจากการ​ Halving ในเดือนพฤษภาคมจะเป็นการลดซัพพลายและอัตราเงินเฟ้อลงครึ่งหนึ่งมันจะยิ่งเป็นการเพิ่มอัตราส่วน S2F อีกสองเท่า

โดยอ้างอิงจากทวิตเตอร์ของ @datadater ที่ได้ออกมาโพสต์กราฟวิเคราะห์ราคา Bitcoin โดยใช้โมเดล Stock to Flow ซึ่งเป็นการเทียบมูลค่า Bitcoin ตามสัดส่วนที่เหลือน้อยลงของมัน

ในปลายปีนี้แล้วก็พุ่งไปถึง

การวิเคราะห์ของโมเดลข้างต้นได้ชี้ให้เห็นว่าจุดต่ำสุด , จุดสูงสุดและค่ามัธยฐานของราคานั้นควรที่เท่าไหร่ หลังจากที่มีเหตุการณ์ Bitcoin Halving เกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้อยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 78 วันเท่านั้น

จากกราฟปัจจุบันของ BTC มีการซื้อขายสูงกว่าระดับเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์ โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์ Bitcoin Halving แล้ว ราคาเฉลี่ยต่ำสุดได้เพิ่มขึ้นจากระดับ $ 5,000 ไปเป็น $ 60,000 ในขณะที่ราคาเฉลี่ยสูงสุดนั้นได้กระโดดเพิ่มขึ้นจาก $ 50,000 ไปเป็น $ 500,000

ดังนั้นการคาดการณ์ราคาเฉลี่ยในช่วงสิ้นปีนี้ ก็ควรจะสูงกว่าระดับ $ 14,000 นั่นเอง

ค่าความยากในการขุด Bitcoin
นอกจากนี้นักวิเคราะห์ PlanB ยังได้ใช้ stock-to-flow ของเขาในการติดตามประสิทธิภาพของค่าความยากในการขุด Bitcoin ด้วยเช่นกัน โดยสิ่งนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักขุดเหมืองเริ่มยอมแพ้ เนื่องจากราคาของเหรียญ BTC เริ่มมีมูลค่าน้อยลงและบังคับให้เหล่านักขุดต้องยุติกิจการของพวกเขา

ในปลายปีนี้แล้วก็พุ่งไปถึง

ครั้งสุดท้ายที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็คือ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2018 เมื่อราคา Bitcoin ได้ร่วงลดลงเหลือ $ 3,200 นอกจากนี้ค่าความยากในการขุด Bitcoin ก็ปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน หลังจากที่ Bitcoin ได้ร่วงลดลงไปที่ระดับ 6,600 ดอลลาร์ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นาย PlanB ชี้ว่าจุดสูงสุดถัดไปของ Bitcoin นั้นอาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง 10 เท่า จากระดับต่ำสุดก่อนหน้านี้ ($ 3,700) หรืออาจเพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าเลยทีเดียว

ดังนั้นหากประเมินจากราคาที่ต่ำสุดไว้อยู่ที่ $ 3,700 ระดับราคาที่เพิ่มขึ้น 10 เท่าก็จะอยู่ที่ประมาณ $ 37,000

ในปลายปีนี้แล้วก็พุ่งไปถึง…

ในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยของโลกที่จะมาถึง

Bitcoin อาจจะเป็นทางออกเดียว ในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยของโลกที่จะมาถึง

ในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยของโลกที่จะมาถึง

ในเวลาที่ตลาดค้าหุ้นยังคงทำสถิติสูงสุดอยู่เสมอเวลา แต่ว่าช่วงเวลาเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนก็แนะนำว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะไปสู่ภาวะถดถอย เพราะว่าตัวชี้วัดได้ชี้ไปยังความล้มเหลวทางการเงินรวมทั้งรัฐบาลทั่วทั้งโลกก็ไม่มีอิทธิพลพอที่จะยับยั้งมันได้ ซึ่ง Bitcoin บางทีก็อาจจะเป็นทางออกเดียวสำหรับเรื่องนี้

ในปัจจุบันหนี้สินกำลังขยายตัวไปทั่วโลกและ การบั่นทอนความสมดุลของเศรษฐกิจโลก ทั้งสองปัญหานี้กำลังบอกเป็นนัย ๆ แล้วว่าภาวะถดถอยนั้นกำลังจะเกิดขึ้นและเครื่องมือที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็อยู่ใกล้ ๆ เรานี่เอง

หนี้สินและเชื้อไวรัส covid 19
อัตราหนี้สินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นตามข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid 19 โดยในปัจจุบันรัฐบาลทั่วโลกกำลังมีหนี้สินเพิ่มขึ้นและคิดเป็นมูลค่ากว่า 244 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุด นับตั้งแต่ช่วง WWI ในอดีต

หนี้สินดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากธนาคารกลางหลาย ๆ ประเทศกำลังพยายามหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วยนโยบายการเงินของพวกเขา การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและนโยบายต่าง ๆ เช่นการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่กำลังย้ายหนี้สินเข้าสู่บัญชีแยกประเภทของรัฐบาลและสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็อาจจะเกิดขึ้นตามมาในไม่ช้า

ในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยของโลกที่จะมาถึง

แม้ว่าหลาย ๆ ประเทศจะสามารถหยุดยั้งเชี้อไวรัส covid 19 เอาไว้ได้และสกัดกั้นไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลก แต่การใช้นโยบายป้องกันในครั้งนี้ก็อาจทำให้เกิดภัยพิบัติทางด้านเศรษฐกิจตามมาในภายหลัง

ธนาคารกลางทั่วโลกต่างใช้กระสุนที่มีเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งนั่นก็คือการลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่องด้วยการกู้ยืมเพื่อปกป้องเศรษฐกิจเอาไว้

อย่างไรก็ตามตอนนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ทวีปยุโรปธนาคารกลางหลายแห่งได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดลงต่ำกว่าศูนย์ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกสำหรับเศรษฐกิจโลกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐก็กำลังอยู่ในระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ แม้ว่าจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีนี้ก็ตาม

Bitcoin เป็นทางออกเดียว ?
ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้น Bitcoin อาจจะกลายเป็นพระเอกที่ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ เนื่องจาก Bitcoin สามารถเป็นได้ทั้งสินทรัพย์ที่ ‘ปลอดภัย’ และเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินที่มีทั้งสภาพคล่องสูงและความเสภียร

ในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มการชำระเงิน Bitcoin สามารถใช้ในการชำระหนี้สำหรับธุรกรรมที่ดำเนินการโดยนิติบุคคลต่าง ๆ สิ่งนี้จะมอบสภาพคล่องให้กับทั่วโลกและย้อนกลับแนวโน้มของ deglobalization

ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย Bitcoin จะนำเสนอเครื่องมือการเก็บรักษามูลค่าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการคลังของรัฐบาล ไม่มีหนี้สินของธนาคารกลางใด ๆ ที่สามารถทำให้อัตราเงินเฟ้อของ Bitcoin เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นด้วยวิธีนี้ Bitcoin จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของทั่วโลก

จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า Bitcoin นั้นอาจเป็นความหวังเดียวของรัฐบาลที่กำลังหาวิธีหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย การใช้สกุลเงินดิจิทัลเป็น ‘มาตรฐานทองคำ’ จะช่วยให้ธนาคารกลางสามารถตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต…

แล้วก็มันก็เป็นเรื่องดี

นาย John McAfee กล่าว เหรียญ Privacy Coin นั้นกำลังถูกใช้โดยอาชญากร แล้วก็มันก็เป็นเรื่องดี

แล้วก็มันก็เป็นเรื่องดี

ในมุมมองของหน่วยงานต่างๆแล้ว การที่พวกเขาไม่อาจจะตรวจดูข้อมูลอะไรได้ พวกเขาก็ย่อจะตีความหมายว่าสิ่งนั้นมีการเสี่ยงสูง แต่ว่าความจริงแล้ว ใช่ว่าทุกๆคนจะต้องการให้ข้อมูลทั้งหมดทั้งปวงกับหน่วยงานเหล่านั้น มันเลยมีเทคโนโลยีอย่าง Privacy Coins เกิดขึ้นมา ซึ่งสามารถทำธุรกรรมแบบลับๆได้

นาย John McAfee เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการและบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการคริปโต ซึ่งล่าสุด เขาได้กล่าวถึงการใช้งานของเหรียญ Privacy Coin หรือเหรียญคริปโตที่เน้นความเป็นส่วนตัว โดยนาย McAfee เชื่อว่า การที่อาชญากรใช้งานมันนั้นเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีอันนั้นได้ผล และมีคุณค่าจริง ๆ พิสูจน์ได้จากการที่ผู้มีอำนาจต่าง ๆ ไม่สามารถตามตัวได้

Privacy Coins กำลังถูกใช้งานโดยผู้ทำผิดกฎหมาย
ถึงแม้ในตอนแรก นาย McAfee จะเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Bitcoin ในระดับที่ประกาศว่าจะกินน้องชายของเขาโชว์ออกโทรทัศน์เลลย ถ้า Bitcoin ไม่ไปแตะราคา 1,000,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2020 แต่ล่าสุด เขากลับเปลี่ยนคำพูดของเขา กลายเป็นโจมตี Bitcoin ว่าเป็นเหรียญขยะหรือเหรียญ Shitcoin ที่แท้จริง และกล่าวด้วยว่า อนาคตของวงการคริปโตนั้นจะเกิดจากเหรียญ Altcoins อื่น ๆ แน่นอน

ล่าสุด เขาได้ทำการทวีตอีกครั้งที่แสดงความเห็นว่า การที่ผู้ทำผิดกฎหมายใช้เหรียญ Privacy Coins นั้นนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากคนเหล่านั้นมองเห็นว่า เทคโนโลยีนั้นสามารถใช้งานได้จริง และก็ได้ยกตัวอย่างนวัตกรรมอื่น ๆ ว่า ล้วนถูกใช้โดยอาชญากรทั้งนั้น

“ตอนนี้ อาชญากรกำลังใช้งานเหรียญ Privacy Coins อยู่ นั่นมันเยี่ยมไปเลย พวกเขาเป็นพวกแรกเสมอที่มักจะใช้งานเทคโนโลยีที่ทำประโยชน์ได้ เช่น รถยนต์ที่ใช้ในการหลบหนีในปี 1930 และโทรศัพท์ในการประสานงานก่อการร้าย”

“ผู้มีอำนาจมักจะตามหลังพวกนี้เสมอ และในตอนนี้ พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยี Privacy Coins นั้นใช้งานได้จริง ขอบคุณพระเจ้า!”

แล้วก็มันก็เป็นเรื่องดี

ในมุมมองของนาย McAfee เขาได้มองว่า หน่วยงานเหล่านั้นไม่สามารถตามเทคโนโลยีของ Privacy Coins ได้ทันนั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาก็เคยเปรียบเทียบ Bitcoin ว่าเป็น Ford Model T ที่มีชื่อเสียง แต่ก็เห็นว่ามันเป็น ‘เทคโนโลยีอันเก่าแก่’ เท่านั้น

บางคนอาจจะตีความว่า Cryptocurrency ทั้งหมดนั้นมีความเป็นส่วนตัวแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป มันก็เป็นไปได้ที่ Address ของ Bitcoin นั้นจะมีความเชื่อมโยงกับบุคคลหนึ่ง ถ้าหากเขาทำการใช้งานเว็บเทรดคริปโตที่ต้องมีการยืนยันตัวตน

สำหรับ Privacy Coins แล้ว มันจะซ่อนข้อมูลทั้งหมดเลยทั้งฝั่งของผู้รับและผู้ส่ง เมื่อทำการธุรกรรมเสร็จ มันจะไม่หลงเหลือร่องรอยข้อมูลอะไรไว้ให้ติดตามต่อได้เลย

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนมักจะใช้งานมันในการเก็บรักษาตัวตนของพวกเขาไว้จากหน่วยงานกลางหรือรัฐบาล จึงส่งผลทำให้รัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นออกมาประกาศแบนห้ามใช้งานเหรียญ privacy coin เหล่านี้

ส่วนเหรียญ privacy coin อีกเหรียญที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนั้นก็คือ Zcoin ซึ่งเป็นเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยคนไทย นายปรมินทร์ อินโสม ซึ่งในขณะนี้เหรียญดังกล่าวนั้นมีมูลค่าตลาดรวมที่สูงถึง 1.97 พันล้านบาทแล้ว

แล้วก็มันก็เป็นเรื่องดี…

หลังได้พันธมิตรรายใหม่ร่วม

นักลงทุนสถาบันยักษ์ใหญ่เริ่มแห่มาสนับสนุน Libra ของ Facebook อีกรอบ หลังได้พันธมิตรรายใหม่ร่วม

หลังได้พันธมิตรรายใหม่ร่วม

เมื่อปีที่ผ่านมาแนวความคิดเริ่มโปรเจคเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ของ Facebook ‘ Libra’ ได้ล่อใจความสนใจไปทั้งโลก โดยในตอนนั้นบริษัทจำนวนมากต่างก็ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ “สมาคม Libra”

แต่ทว่าการเปิดตัวโปรเจคดังกล่าวกลับได้สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงประธานาธิบดีและผู้นำรัฐสภาของสหรัฐ ฯ อย่างมาก ซึ่งทุกคนได้ตั้งข้อสังเกตว่าการกระจายอำนาจของโปรเจค Libra นั้นอาจเป็นการล้มล้างระบบธนาคารแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตามแม้ถึงจะมีอุปสรรคทางด้านกฎระเบียบมากมายเกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นนักลงทุนร่วมทุนรายหนึ่งกลับไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านแต่อย่างใดและยังได้ประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับทางสมาคม Libra อีกด้วย

Shopify ประกาศเข้าร่วมกับสมาคม Libra Association ในฐานะบริษัทยักษ์ใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่ตระหนักถึงประโยชน์ของสกุลเงินดิจิทัล
ในทวีตล่าสุดของนาย Tobi Lutke CEO ของ Shopify เขาอธิบายว่าบริษัทกำลังมองหาวิธีในการปรับปรุงของระบบอีคอมเมิร์ซทั่วโลกและนั่นทำให้พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วมกับทางสมาคม Libra

“Shopify ใช้เวลามากมายไปกับการคิดหาวิธีปรับปรุงอีคอมเมิร์ซในส่วนต่าง ๆ ของโลกให้ดีขึ้น ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจเป็นสมาชิกกับทางสมาคม Libra ”

หลังได้พันธมิตรรายใหม่ร่วม

ก่อนหน้านี้บริษัทหลายแห่งอาทิเช่น Visa, MasterCard, Stripe, PayPal, eBay และบริษัทรายอื่น ๆ ได้เริ่มถอนตัวออกจากสมาคม Libra เนื่องจากปัญหาด้านกฎระเบียบที่รุนแรงในสหรัฐอเมริกา

แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการเพิ่ม Shopify เข้ามาเป็นสมาชิกในสมาคมของ Libra จะเป็นการบอกเป็นนัย ๆ แล้วว่าพวกเขาจะยังคงยืนหยัดและไม่ยอมแพ้ต่อข้อกังขารัฐบาลสหรัฐ

ในขณะเดียวกันนาย Garry Tan ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการที่ Initialized Capital ก็ได้ออกมาแสดงคิดเห็นถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน หลังจากที่ Shopify ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก กับสมาคม Libra

“ผมรู้สึกเชื่อมั่นในโปรเจคของ Libra อย่างมาก ผู้ใช้หลายล้านคนที่มีการติดตั้งเจ้าสิ่งนี้ มันจะเป็นการผลักดันให้เกิดกรณีการใช้งานคริปโตที่แท้จริง” เขากล่าว

 

หลังได้พันธมิตรรายใหม่ร่วม

คาดบางทีอาจเพราะว่าทางเว็บไซต์กำลังถูกปรับภาษี

Upbit ยังฮุบเงินนักลงทุนต่างประเทศ ถอนออกมาไม่ได้ คาดบางทีอาจเพราะว่าทางเว็บไซต์กำลังถูกปรับภาษี

คาดบางทีอาจเพราะว่าทางเว็บไซต์กำลังถูกปรับภาษี

เว็บไซต์เทรด Bitcoin ประเทศเกาหลีใต้ Upbit เริ่มกระทำการบล็อกไม่ให้ผู้ใช้งานต่างชาติถอนเงินซึ่งมันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ตอนธันวาคมปีที่ผ่านมาแล้ว ตอนแรกคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวของบริษัทนั้นเป็นไปเพื่อโต้ตอบการแฮ็กที่เกิดขึ้น แม้กระนั้นดูราวกับว่ามันบางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีเสียมากกว่า

รายงานออกมาเปิดเผยว่ามีนักเทรดชาวจีนมากกว่า 6,300 รายที่ถูกห้ามไม่ให้ทำการถอนเงินที่ฝากไว้กับทาง Upbit ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เดือนธันวาคมหลังจากที่ถูกแฮ็กไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วซึ่งทำให้บริษัทสูญเสีย Ethereum ไปกว่า 342,000 ETH

นักลงทุนชาวจีนคาดว่าที่ทางบริษัทห้ามการถอนเช่นนี้เพราะว่ากำลังทำการตรวจสอบเรื่องการแฮ็กอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ นักเทรดชาวเกาหลีใต้ยังคงทำการถอนได้ปกติในขณะที่นักเทรดชาวต่างชาติไม่สามารถทำการถอนได้ซึ่งมันน่าแปลกใจ

ก่อนหน้านี้เว้บเทรดอีกราย Bithumb ก็ถูกสั่งจ่ายภาษีกว่า 70 ล้านดอลลาร์ ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคาดว่าเงินของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้จ่ายภาษีแล้ว

หรืออาจเป็นไปได้ว่าผู้บริหารระดับสูงของทาง Upbit กำลังถูกกล่าวหาว่าทำการฉ็อโกงอยู่และถูกลงโทษจำคุกเพราะไปทำการปลอม ID แล้วปั่นวอลุ่มบนเว็บเทรด

อย่างไรก็ตามทาง Upbit ยังไม่ได้ออกมาตอบคำถามเรื่องการระงับการถอนดังกล่าวนี้แต่อย่างใด ซึ่งทางบริษัทก็ได้บอกกับนักลงทุนต่างชาติว่าบริษัทจะทำ AML/KYC เข้มวงดมากกว่าเดิมเพื่อทำตามกฎ FATF และลูกค้าที่ทำ AML/KYC จะไม่สามารถทำการถอนเงินเป็นเงินวอลของเกาหลีใต้ได้แล้ว

อาจจะต้องรอเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของรัฐออกมาตัดสินใจเรื่องนี้บัญชีของนักลงทุนชาวต่างชาติว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงเงินของพวกเขาได้อย่างไร

หลังจากที่ลูกค้าชาวเกาหลีใต้ยังคงใช้บริการของ Upbit ได้ปกติไม่เจอกับปัญหาใดๆ เหมือนของชาวต่างชาติ เป็นไปได้ว่าทาง Upbit อาจถูกบีบให้ทำตามข้อบังคับใหม่ที่ออกมาจากภาครัฐ

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการแฮ็กก็ได้ออกมาให้ข้อมูลว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็ถูกบังคับให้ทำ AML/KYC ใหม่ทันทีซึ่งเอกสารที่ต้องบื่นก็มีบัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, ข้อมูลคนต่างด้าวและใบรับรอง

ไม่แน่ใจว่าที่เกิดการบล็อกบัญชีชาวต่างชาติไม่ให้ทำการถอนเงินออกจาก Upbit นั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใดเนื่องจากทางบริษัทก็ยังไม่ได้ออกมาตอบคำถามในประเด็นนี้แต่อย่างใด…

ไม่ลอยแพเหมือนเว็บไซต์นอก

CEO เว็บไซต์เทรด Bitcoin ในไทยชี้มีวิธีการป้องกันนักลงทุนเมื่อถูก Hack ไม่ลอยแพเหมือนเว็บไซต์นอก

วิธีการป้องกันนักลงทุนเมื่อถูก Hack ไม่ลอยแพเหมือนเว็บไซต์นอก

จากกรณีของเว็บไซต์แห่งหนึ่งสัญชาติจีน FCoin ได้ออกมาปิดตัวลงอย่างกระทันหันโดยกล่าวถึงว่ามีข้อมูลผิดพลาดจากด้านในทำให้นักลงทุนไม่ได้เงินคืนจนกระทั่งคนสงสัยว่ามันมีการแฮ็กหรือเป็น Scam หรือเปล่าแต่ว่าด้านผู้จัดตั้งก็ได้มากล่าวถึงว่าไม่ได้ถูกแฮ็กอะไรนำไปสู่ความเสียหายแก่นักลงทุนครั้งใหญ่อีกระลอก

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นประเด็นที่สำคัญ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทางสยามบล็อกเชนจึงได้สัมภาษณ์ซีอีโอของเว็บเทรดไทยทั้งสองแห่ง Bitkub และ Satang Pro เกี่ยวกับมาตรการการป้องกันและมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทที่จะทำให้นักลงทุนที่เข้ามาใช้บริการสามารถเชื่อมั่นในบริการของพวกเขาได้

ความคิดเห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Fcoin
เริ่มที่ประเด็นแรกเมื่อมีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยทางคุณปรมินทร์ อินโสมผู้ก่อตั้ง Satang Pro ก็ได้ออกมาแสดงความรู้สึกเห็นใจกับลูกค้าของทาง Fcoin ที่ไม่ได้รับเหรียญที่ตนเองต้องการถอน อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุที่กระดานเทรดดังกล่าวนั้นปิดตัวลงแต่อย่างใด ซึ่งหลายๆ คนในสังคมตอนนี้คาดว่ามันอาจจะเป็นการ “Scam” นักลงทุนก็เป็นได้ เนื่องจากนักลงทุนยังไม่ได้รับเงินที่ตนลงทุนไปคืนมาเลย

ส่วนคุณท็อปซีอีโอของ Bitkub ก็ได้ตอบประเด็นนี้ว่าให้ตรวจสอบบริษัทที่คุณจะทำการลงทุนด้วยให้ดีๆ ก่อน

“ผมเริ่มเข้ามาในวงการคริปโตเคอร์เรนซีและ Blockchain มากว่า 7 ปีแล้ว ซึ่งเห็นได้ว่ามันมี Scam และธุรกิจที่ไม่มีความมั่นคงมากมายแนะนำให้นักลงทุนทำ Due Diligence บริษัทที่คุณต้องการจะลงทุนก่อน แนะนำให้ลงทุนกับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากภาครัฐแล้วเท่านั้น อย่าใช้เว็บเทรดชาวต่างชาติที่ไม่ได้มีหัวใจให้คนไทย”

มาตรการการปกป้องเงินของนักลงทุนเมื่อถูกแฮ็ก
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากจะให้เกิดกับตนเองแต่หากมันเกิดขึ้นจริงก็จำเป็นที่จะต้องมีแผนสำรองกรณีนี้เอาไว้ด้วย จึงนำไปสู่คำถามที่ว่าหากมีการแฮ็กเกิดขึ้นจริงทางบริษัททั้งสองจะรับผิดชอบต่อนักลงทุนอย่างไร

ด้านของ Satang Pro ก็ได้ออกมาชี้ว่าระบบความปลอดภัยของตนนั้นได้รับมาตรฐานขั้นสูงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีช่องโหว่ โดยกล่าวว่า:

“บริษัทเป็นกระดานเทรดเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐาน ISO27001 และ ISO27701 (Privacy Extension) มีการดูแลจัดเก็บความปลอดภัยของ Private Keys ในระดับ Military grade หรือระดับเดียวกันกับกองทัพของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามถึงแม้ความปลอดภัยของระบบจะอยู่ในระดับสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช่องโหว่ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าไม่มีระบบใดที่ปลอดภัย 100% เนื่องจากช่องโหว่อาจจะเกิดขึ้นจากตัวระบบ IT หรือจากผู้ใช้งานเอง รวมถึงช่องโหว่ของบุคคลที่สาม (3rd-party) ที่ใช้งานอยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่ถูกแฮ็ก”

ส่วน Bitkub ก็ได้ออกมาตอบประเด็นนี้ว่าทางบริษัทนั้นให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก

“ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ ความปลอดภัยและลูกค้าเป็นศูนย์กลางเป็น DNA ของทุกคนที่ทำงานที่ Bitkub ตั้งแต่วันแรก เราดำเนินการทุกอย่างตามที่กฎหมายกำหนดและนำกำไรของเราไปปรับปรุงทุกอย่างตั้งแต่ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย”

การแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเมื่อถูกแฮ็ก
ไม่ว่าจะมีการป้องกันอย่างแน่นหนาเพียงใดมันก็ไม่สามารถรับรองได้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์การโจมตีเกิดขึ้นกับเว็บเทรด อย่างเว็บเทรดระดับโลก Binance ก็เคยโดยโจมตีมาแล้ว ดังนั้นจึงสำคัญมากว่าทางบริษัทต้องมีมาตรการป้องกันและเยียวยาให้ลูกค้าหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้เกิดขึ้น

ด้าน Satang Pro ก็ได้กล่าวว่าจริงๆ แล้วมันก็ไม่สามารถป้องกันการถูกแฮ็กได้ 100 เปอร์เซ็นต์แต่ทางบริษัทก็มีกองทุนเอาไว้หากมีการโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นเพื่อเยียวยานักลงทุน

“ทางปฏิบัติแล้วเนื่องด้วยเหตุหลายปัจจัยทำให้เราไม่สามารถป้องกันการถูกแฮ็กได้ 100% แต่เราสามารถจำกัดความเสียหายจากการถูกแฮ็กนั้นได้ เช่น การตรวจสอบ IP ที่มาของ Transaction การแบ่งแยก Hot-Cold Wallet การจัดเก็บ Private Keys เป็นต้น

ส่วนมาตรการการแก้ไขเยียวยาหากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ ทางเราก็มีเงินทุนจากกองทุนสภาพคล่องสุทธิหรือ NC ซึ่งเป็นกองทุนที่ถูกจัดตั้งตามข้อกำหนดของ ก.ล.ต. เป้าหมายคือเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นในตลาด สำหรับกองทุน NC ของ Satang นี้ ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีเงินในกองทุนมากกว่า 50 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินสด 11 ล้านบาท และคริปโทเคอร์เรนซี่อีก 40 กว่าล้านบาท นั่นทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ ก็จะมีกองทุนตรงนี้ช่วยเยียวยาได้ในระดับหนึ่ง”

ส่วน Bitkub นั้นก็มีกองทุนสำรองด้วยเช่นกัน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าความผิดพลาดนั้นเกิดจากผู้ใช้งานเองหรือเกิดจากฝั่งของบริษัท

“ตอนนี้เรามีเงินแบ่งเก็บไว้สำหรับลูกค้า เพื่อให้แน่ใจว่ามีกองทุนบางส่วนไว้สำหรับใช้คืนนักลงทุน แต่ที่สำคัญกว่านั้นเราต้องตรวจสอบว่าข้อผิดพลาดนั้นมาจากข้อผิดพลาดของลูกค้าหรือไม่ (ลืมตั้ง 2fa ในบัญชีของพวกเขา, ลืมรหัสผ่าน หรือมีการฟิชชิ่งหรือไม่ ฯลฯ … ) หรือเป็นข้อผิดพลาดของบริษัท”

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจช่วยได้หรือไม่
ภาคกฎหมายก็สำคัญในการเข้ามาจัดการปัญหาเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ แต่มันสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน ประเด็นนี้ด้าน Satang Pro มองว่าช่วยได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะขั้นตอนที่ต้องมีการ KYC

“ถือว่าช่วยได้ระดับหนึ่ง นั่นคือขั้นตอนการบังคับให้ต้อง KYC ทำให้ระบบมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และสามารถตามตัวผู้กระทำความผิดได้ง่ายขึ้น”

ส่วนด้านของ Bitkub ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันโดยมองว่าการที่มีกฎระเบียบเข้ามาก็เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ ช่วยกรองคนที่ไม่ดี / สิ่งจูงใจที่ไม่ดีออกไปจากระบบนิเวศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่นี้ กฎระเบียบช่วยให้พื้นที่ คริปโตเคอร์เรนซีมีความถูกต้องตามกฎหมาย

สิ่งที่อยากฝากถึงลูกค้า
ท้ายที่สุดแล้วประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในทุกวันนี้เพราะเทคโนโลยีนั้นพัฒนาไปเรื่อยๆ และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเจตนาที่ดีและนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น ดังนั้นมันจึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการป้องกันและเยียวยาหากมีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นจริงๆ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนและผู้ใช้งาน

ด้านของ Satang Pro ก็ฝากให้นักลงทุนพิจารณาเลือกใช้ Exchange ที่ได้รับการกำกับดูแลจากภาครัฐด้วย

“การลงทุนถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการซื้อขายกับ Exchange ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของกฎหมายหรือหน่วยงานของรัฐบาล ดังนั้นแล้วอยากจะแนะนำว่าหากจะเลือกใช้ Exchange ใดก็ควรจะพิจารณาเรื่องของความน่าเชื่อถือของ Exchange เหล่านั้นด้วย สำหรับในประเทศไทยเองก็แน่นอนว่าต้องเป็น Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับการดูแลของ ก.ล.ต. และนอกจากนี้ถึงแม้ว่าทาง Satang Pro จะพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านความปลอดภัยไว้มากที่สุดแล้ว แต่ฝั่งของลูกค้าเองก็ควรเรียนรู้การป้องกันตัวเอง ทั้งการใช้ Anti-virus, การอัพเกรด OS และซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่อย่างต่อเนื่อง หากจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีกก็ควรใช้งาน Hardware wallet ก็จะสามารถสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน”

ส่วน Bitkub ก็เน้นย้ำว่าอย่าเลือกใช้บริการ Exchange ของต่างประเทศเพราะมันไม่ได้รับการกำกับดูแลจากภาครัฐ

“มันสำคัญมากที่จะไม่ใช้บริการ Exchange ของต่างประเทศเนื่องจากพวกเขาไม่ได้รับการควบคุมอย่างเต็มที่และพวกเขาไม่สนใจคนไทย เราขอแนะนำให้คุณตรวจสอบ ทำ Due Diligence กับ Exchange ที่คุณจะใช้บริการเพื่อให้แน่ใจว่าเงินของคุณได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่และรับได้รับบริการ / ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้..”

ไม่ลอยแพเหมือนเว็บไซต์นอก…

จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกได้

บริษัทด้านการลงทุนคริปโตระดับนานาชาติ VanEck กล่าว Bitcoin จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกได้

จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกได้

ในช่วงวันที่ผ่านมานี้ทางนาย Gabor Gurbacs ประธ​านฝ่ายคริปโตของบริษัทมีชื่อเสียงอย่าง VanEck นั้นได้ออกมากล่าวผ่านทางบัญชีทวิตเตอร์ของเขาถึงความสามารถของสกุลเงินคริปโตโดยยิ่งไปกว่านั้น Bitcoin ที่จะเข้ามาเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือสถาการณ์ทางด้านเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกได้ในฐานะเครื่องมือด้านการเงินรากฐานซึ่งจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเครื่องมือแบบเดิมๆนั่นหมดประโยชน์ลง

อย่างไรก็ตามนาย Peter Schiff ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัท Euro Pacific Capital ผู้ซึ่งเกลียดชังสกุลเงินคริปโตอย่าง Bitcoin มาอย่างยาวนานนั้นยังได้ออกมากล่าวผ่านบัญชีทวิตเตอร์ของเขาถึงการคาดการณ์ที่ว่า Bitcoin นั้นจะหมดความนิยมลงในอีกสิบปีข้างหน้านี้อย่างแน่นอน

จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกได้

ทั้งนี้ตัวเขาได้กล่าวท้าวความถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดสกุลเงินคริโตซึ่งในช่วงสิบปีก่อนนั้นยังไม่รุ่งเรืองเท่ากับในปัจจุบัน โดยผู้ที่ได้ลงทุนไว้ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นต่างได้ทยอยขายเหรียญดังกล่าวเพื่อกอบโกยกำไรในช่วงนี้ ซึ่งผู้ที่พึ่งจะเข้าตลาดนั้นหากหวังที่จะขายสินทรัพย์ดังกล่าวภายในสิบปีข้างหน้าคงจะไม่พ้นการที่จะต้องขายอย่างขาดทุน

จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกได้

 

ดังนั้นแล้วเราต่างยังตน้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในตลาดต่อไป แม้ว่าในขณะนี้ราคา Bitcoin นั้นจะดีดตัวกลับลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับที่ 10,000 ดอลลาร์แล้วก็ตาม แต่นักวิเคราะห์ตลาดอย่างนาย Michael van de Poppe นั้นได้ออกมาชี้ให้เห็นว่าตลาดนั้นยังคงมีหวังอยู่เนื่องจากการใกล้เข้ามาของเหตุการณ์การ Halving รวมทั้งรูปแบบกราฟที่เตรียมตัดกันในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วยนั่นเอง

จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกได้