แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

อดีตนักเทรด Wall Street ชื่อดังเชื่อ Bitcoin จะไม่พุ่งแตะ $250,000 ในปี 2022 แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

เว็บไซต์ U.Today รายงานว่านาย Tone Vays อดีตนักเทรดในตลาดหุ้นวอลสตรีทกล่าวว่าเขานั้นมั่นใจ “มากกว่าเดิม” ว่า Bitcoin จะอยู่ในขาลง หลังจากที่เขาได้รับชมรายการ “Fast Money” ของช่อง CNBC ที่เป็นการสัมภาษณ์ของนาย Tim Draper ผู้ซึ่งออกมาคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin จะขึ้นไปถึง 250,000 ดอลลาร์

นาย Tim Draper เป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านผู้เชื่อมั่นใน Bitcoin เขาเชื่อมั่นว่าราคา Bitcoin จะพุ่งไปถึง 250,000 ดอลลาร์ภายในครึ่งปีหรือ 1 ปีหลังจากการ Halvening ครั้งต่อไปในเดือนพฤษภาคม 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้นาย Draper ก็เคยออกมาทำนายราคาเช่นนี้ตามที่ทางสยามบล็อคเชนรายงาน เขาเคยแนะนำด้วยว่า Bitcoin จะครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกมากกว่า 5% ภายใน 2023 ผู้คนต่างเคยหัวเราะเยาะที่นาย Tim Draper เคยซื้อ Bitcoin เกือบ 30,000 เหรียญจากการประมูลของ US Marshals Service ในปี 2014 ที่ราคา 600 ดอลลาร์ ซึ่งอีกหนึ่งปีต่อมาราคา Bitcoin ก็ร่วงลดลงไปเกือบ 200 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2015 อย่างไรตามดูเหมือนว่ากลังจากนั้นนาย Tim Draper จะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้ายเมื่อราคา Bitcoin ได้พุ่งขึ้นแตะระดับ 20,000 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2017 โดยเมื่อย้อนกลับไปในปี 2014 เขาคาดการณ์ว่าราคาเหรียญจะจบลงที่ตัวเลขห้าหลักภายในสามปี ซึ่งนั่นเป็นการคาดการณ์ที่โด่งดังอย่างมากในวงการคริปโต เขาเคยกล่าวว่า:

“ผมคิดว่าในท้ายสุดนั้น พวกเขาจะนำมันไปใช้จ่ายเมื่อพวกเขารู้สึกว่ามูลค่าของมันเพิ่มขึ้นมาเยอะพอสมควร แต่มูลค่าที่ 250,000 ดอลลาร์ต่อ Bitcoin ในปี 2022 มันอาจเป็นปี 2023 นะ แต่ว่ามันก็ยังอยู่ในระดับนั้นอยู่ และหากมันถึงระดับนั้น มันก็ยังคิดเป็นแค่ 5% ของตลาดสกุลเงินทั้งโลกเท่านั้น ดังนั้นผมจึงเข้าใจว่าทำไมผู้คนที่ยังศรัทธาในตัวมันอยู่ ยังคงถือเจ้าเหรียญตัวนี้”

“มันเป็นไปได้สูงที่เราจะเห็น Bitcoin พุ่งไปที่ 250,000 ดอลลาร์ภายในปี 2022 หรือต้นปี 2023 โดยมีเหตุผลจากผู้ใช้ที่เริ่มปรับตัวเข้าหา Bitcoin และผมคิดว่า Bitcoin กำลังค่อยแพร่ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ใช้”

หลังจากที่รับชมรายการนาย Tone Vays โพสต์ในทวิตเตอร์ของเขาโดยแปลได้ว่า:

“หลังจากที่ผมฟังข่าวราคา Bitcoin ใน @CNBCFastmoney ที่มีนาย Tim Draper ขึ้นมาพูดว่า Bitcoin จะสามารถขึ้นไปที่ 250,000 ดอลลาร์ภายในปี 2022 นั้นผมมั่นใจยิ่งกว่าเมื่อตอนเช้านี้ว่า Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงขาลง”

เลือกคนที่คุณจะลงทุนสวน
แต่เมื่อมองดูที่ประวัติของทั้งฝั่งนาย Tone Vays และช่อง CNBC แล้วเราจะพบว่าทั้งสองนั้นเป็นแหล่งข่าวที่นักลงทุนเชื่อว่าควรลงทุนสวนกับข่าวที่ทั้งสองฝั่งลง

นาย Tone Vays นั้นเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการอยู่พอสมควรตั้งแต่ที่เขาเคยวิเคราะห์ตลาดขาลงผิดอย่างรุนแรงหลายครั้ง หลายครั้งผลปรากฎว่าตลาดเคลื่อนตัวตรงข้ามกับคำทำนายของเขาทำให้นักลงทุนหลายคนเลือกที่จะลงทุนไปในทิศทางที่สวนกับการวิเคราะห์ของเขา

แต่ถึงอย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ว่าราคาของ Bitcoin จะลงไปต่ำกว่า 7,000 ดอลลาร์ก็แม่นยำเป็นไปตามความจริง ในตอนนั้นราคา Bitcoin ร่วงไปที่ 6,500 ดอลลาร์สองวันหลังจากที่นาย Tone Vays โพสต์บอกในทวิตเตอร์

ส่วนทาง CNBC นั้นก็ถูกพิสูจน์ด้วยการคำนวณเป็นกราฟสถิติอย่างจริงจังว่านักลงทุนควรลงทุนสวนกับข่าววิเคราะห์ของช่องเสมอ โดยนาย Jacob Canfield สร้างกราฟสถิติขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีข่าว CNBC บอกว่าตลาดขึ้นจะกลายเป็นว่าเป็นช่วงขายที่ดี ส่วนตลาดขาลงจะเป็นสัญญาณบอกว่าตลาดกำลังจะผันกลับมาเป็นขึ้น ทั้งหมดนี้จึงอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นาย Tone Vays และผู้คนอีกจำนวนมากถึงบอกว่าตนไม่เชื่อคำพูดของนาย Tim Draper

Bitcoin ยังสามารถลงไปที่ 5,000 ดอลลาร์ได้
ในช่วงนี้นักลงทุนกำลังมีความหวังว่า Bitcoin กำลังจะกลับมาขึ้นอีกครั้งเพราะล่าสุดมันเพิ่งดีดตัวจาก 6,500 ดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กำลังรายงานข่าวชิ้นนี้ Bitcoin ก็กำลังถูกซื้อขายกันในราคา 7,170 ดอลลาร์ ซึ่งมันไม่ได้เคลื่อนตัวไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งมาหลายวันแล้ว

แต่ทว่านาย Josh Rager ก็ออกมาโพสต์ในทวิตเตอร์ว่าราคา Bitcoin นั้นตอนนี้นั้นยังอยู่ห่างไกลจากสภาวะตลาดขาขึ้นจนกว่ามันจะดีดกลับขึ้นมาและทำลายเพดานแนวต้านระดับ 8,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นระดับราคาที่มันไม่เคยแตะตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน

แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

 

“คิดว่า Bitcoin จะกลับมาเป็นขาขึ้นหลังจากที่เห็นมันขึ้นมา 1,000 ดอลลาร์ ถอยออกมาแล้วมองดูใหม่สิ ราคาของ Bitcoin ยังอยู่ในขาลง

ในกรณีราคา Bitcoin ร่วงหนักทำลายแนวรับไปมากกว่านี้ เขาวิเคราะห์ว่าระดับราคา 5,300 ดอลลาร์จะเป็นจุดที่ดีสำหรับการเข้าซื้อ…

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้

1. Schwab และ Ameritrade เตรียมเดิมพันครั้งใหญ่
อนาคตของบริษัทนายหน้าสหรัฐฯ กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากออกมาประกาศว่าบริษัท Charles Schwab (NYSE:SCHW) กำลังหารือกันเพื่อควบรวมกิจการกับ TD Ameritrade (NASDAQ:AMTD) ซึ่งหากการตกลงกันครั้งนี้ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลป้องกันการผูกขาด จะถือว่าเป็นการรวมตัวกันของสองบริษัทนายหน้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เลยทีเดียว

ทั้งนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หน่วยงานรัฐจะอนุมัติ เนื่องจากขณะนี้บริษัทนายหน้าทั้งสองได้รับแรงกดดันอย่างมากจากบริษัทสตาร์ทอัพผู้ให้บริการ Robo advisor และคู่แข่งรายอื่น ๆ ได้แก่ธนาคารรายใหญ่ต่าง ๆ ในวอลล์สตรีท

2. ลาการ์ดเตรียมสานต่อนโยบายทางการเงิน, ดัชนี PMI ฝั่งยุโรปยังคงอ่อนแอ
ผู้ลงทุนที่มองสถานการณ์ในแง่ดีก็จะให้ความสนใจกับตัวเลขภาคการผลิตของ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ส่วนผู้ลงทุนที่มองสถานการณ์ในแง่ร้ายก็จะเฝ้าระวังปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ นั่นก็คือสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงโดยง่าย รวมทั้ง ตัวเลขภาคกิจการบริการ และอัตราการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอีกด้วย

ดังนั้นขณะที่สภาพโดยรวมทางเศรษฐกิจของยุโรปยังไม่ได้ย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปรับนโยบายทางการเงินอย่างเร่งด่วน โดยนางคริสทีน ลาการ์ด เพิ่งให้คำกล่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะประธานธนาคารกลางยุโรป และระบุว่าจะยังคงยึดถือกลยุทธ์เดิมของนายมาริโอ ดรากี ที่จะใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป และจะกวดขันให้รัฐบาลฝั่งยูโรโซนมีความกระตือรือร้นมากขึ้นด้วย นอกจากนี้กลุ่มหุ้นธนาคารก็ปรับขึ้นหลังจากลาการ์ดไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงไปในแดนลบมากกว่าเดิม

3. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เตรียมเปิดในแดนบวก แม้กำลังมุ่งหน้าส่งมอบสัปดาห์ที่ติดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เตรียมเปิดตัวในแดนบวกแม้ยังคงมุ่งหน้าปิดสัปดาห์ในแดนลบ หลังจากความหวังในการทำข้อตกลงทางการค้าสหรัฐฯ-จีนลดลง
นายไมรอน บริลเลียนท์ จากหอการค้าสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อช่วงครึ่งแรกของวันนี้ว่า การขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้น่าจะเดินหน้าต่อไป เนื่องจากมีความเป็นไปได้น้อยนิดที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงร่วมกันได้ก่อนหน้านั้น
เมื่อเวลา 6:30 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (1100 GMT) สัญญาซื้อขายดัชนี Dow ล่วงหน้า บวกขึ้น 20 จุด หรือราว 0.1% สัญญาซื้อขายดัชนี S&P 500 ล่วงหน้า ก็ปรับขึ้น 0.1% และ สัญญาซื้อขายดัชนี Nasdaq 100 ล่วงหน้า ปรับขึ้น 0.3%

4. Tesla จ่อตีตลาดรถกระบะ

หุ้นของ Tesla (NASDAQ:TSLA) เตรียมทำระดับสูงสุดในรอบเก้าเดือน หลังจากบริษัทเผยวิสัยทัศน์ล่าสุดที่จะสร้างรถกระบะไฟฟ้าที่มีราคาเริ่มต้น 40,000 เหรียญสหรัฐที่จะมีความจุน้ำหนักถึง 14,000 ปอนด์ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับกระบะรุ่น F-150 ของ Ford ซึ่งจุได้ถึง 13,200 ปอนด์
ทว่าการเปิดตัวประสบกับปัญหาเล็กน้อยด้วยความผิดพลาดที่น่าอับอายของกระจกรถ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ได้แข็งแรงดังที่มัสก์ได้กล่าวไว้
ตลาดรถกระบะเป็นตลาดที่ทำเงินได้ดีที่สุดในดีทรอยต์ ดังนั้นการขยายตัวเลือกผลิตภัณฑ์อาจเป็นแหล่งทำรายได้และกำไรชั้นดีให้แก่ Tesla (NASDAQ:TSLA)

5. สินทรัพย์ที่ไม่ปลอดภัยทรุดตัวอย่างหนัก
Bitcoin ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหกเดือน ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้และลงไปต่ำสุดถึง 17%
สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงสุดระดับโลกได้ลงไปแตะระดับ $7,000 เมื่อคืนนี้ก่อนเด้งกลับขึ้นมายืนที่ $7,182.40 เมื่อเวลา 6:15 น. ส่วน Ethereum และ XRP ซึ่งมีมูลค่ารองลงมาต่างก็ติดลบ 18% และ 12% ตามลำดับในสัปดาห์นี้
บ่อยครั้งที่สกุลเงินคริปโตมักไม่มีปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ตลาดบางส่วนเชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น “สินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง”

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้…

ท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

โวลุ่มซื้อขาย Bitcoin ในอาร์เจนติน่าพุ่งทำสถิติใหม่ ท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

ท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

ปริมาณการซื้อขายคริปโตเคอเรนซี่และ Bitcoin แบบ OTC ใน LocalBitcoins ประเทศ อาร์เจนตินามีการซื้อขายสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงแนวโน้มใหม่ในประเทศหลังจากนี้

ในช่วงอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2019 LocalBitcoins ในอาร์เจนตินาบันทึกปริมาณการซื้อขาย 22,466,140 เปโซอาร์เจนตินา สำหรับสัปดาห์ต่อไปการแลกเปลี่ยน OTC บันทึกเปโซอาร์เจนตินา 21,513,195 ทั้ง 2 บันทึกเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายที่บันทึกเพียง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในเดือนกันยายนของปี 2019 อาร์เจนตินาประกาศควบคุมสกุลเงินต่างประเทศซึ่งจะเป็นการจำกัดการรับเงินโอนจากต่างประเทศของประชาชนในประเทศ

ซึ่งแน่นอนว่าด้วยมาตราการควบคุมเงินเข้าประเทสนี้ส่งผลเป็นอย่างมากจนทำให้ประชาชนในประเทศต่างต้องเริ่มหาหนทางออกอื่น ๆ เพื่อนำเงินเข้าสู่ประเทศได้และหนึ่งในนั้นก็คือ LocalBitcoin ที่เริ่มถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งคุณจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากราฟมีแต่อัตราการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นและปัจจุบันพึ่งได้ทำลายจุดสูงสุดเดิมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตามในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีการสร้างแนวโน้มใหม่ในปริมาณการซื้อขายให้เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความต้องการที่จะใช้ Bitcoin นั้นมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งในการควบคุมเงินทุนของประเทศ , การ ATM freezes และ ภัยคุกคามต่อความเป็นอิสระทางการเงิน ตัวอย่างเช่นท่ามกลางการประท้วงอย่างต่อเนื่องในฮ่องกงการซื้อขาย OTC ของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สอดคล้องกับในเดือนตุลาคม BeInCrypto ได้รายงานว่าปริมาณการซื้อขาย LocalBitcoins ในเมืองถึงระดับสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ ดูเหมือนว่า ‘ Bitcoin Effect’ จะเกิดขึ้นในอาร์เจนตินาเช่นกันเนื่องจากการควบคุมเงินทุนเหล่านี้

สาเหตุหลัก ๆ ก็ไม่ต่างกันมากนักก็คือการที่ความเสียหายอย่างต่อเนื่องที่ทำโดยธนาคารกลางของอาร์เจนตินาจะยิ่งเพิ่มความต้องการใช้ Bitcoin ในประเทศเท่านั้น เมื่อปี 2018 อาร์เจนตินาได้รับการขนานนามว่าเป็น “ประเทศเศรษฐกิจที่น่าสังเวชที่สุดในโลกที่สาม”

สถานการณ์ในประเทศยังไม่ดีขึ้นมากนักเนื่องจากความกลัวเรื่องเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ต้องระวัง ไหนจะเรื่องของของความตกต่ำทางเศรษฐกิจส่งผลทำให้ Bitcoin เป็นทางเลือกให้แก่พลเมืองของพวกเขา

ดังนั้นนี้อาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นในการซื้อขาย OTC Bitcoin เมื่อประเทศมีเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจอีกต่อไป…

ประกาศลงทุนในแพลตฟอร์มเทรด

Binance ประกาศลงทุนในแพลตฟอร์มเทรด Bitcoin ยักษ์ใหญ่ FTX ไม่เปิดเผยจำนวน

ประกาศลงทุนในแพลตฟอร์มเทรด Bitcoin ยักษ์ใหญ่ FTX ไม่เปิดเผยจำนวน

เว็บเทรดระดับโลก Binance ได้มีการลงทุนกับแพลตอร์มซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มอีกครั้งแล้ว ซึ่งครั้งนี้เป็นการลงทุนกับแพลตฟอร์มซื้อขายล่วงหน้าอย่าง FTX โดยเป็นการร่วมมือเชิงกลยุทธ์สำหรับทั้งสองบริษัท

ข้อมูลส่วนหนึ่งในข้อตกลงร่วมมือกันของทั้งสองบริษัทได้มีประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาซึ่งทาง Binance ก็ได้ทำการซื้อหุ้นของบริษัทและเปิดคำสั่ง Long เหรียญ FTT ซึ่งเป็นเหรียญของแพลตฟอร์ม FTX ด้วย

“การลงทุนครั้งนี้จะทำให้แพลตฟอร์ม FTX นั้นเติบโตขึ้นไปอีก ซึ่ง Binance จะมีการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์กับ FTX ส่วนการดำเนินการของบริษัท FTX นั้นก็ยังคงเป็นอิสระอยู่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดย Binance แต่อย่างใด” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FTX นาย Sam Bankman-Fried กล่าว

ส่วนทาง FTX นั้นจะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Binance โดยเฉพาะกระดานเทรด Binance.com และโต๊ะเทรด OTC (over-the-counter) ซึ่งทาง FTX ยังประกาศด้วยว่าวางแผนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ส่งเสริมระบบนิเวศแบบ Tokenized ซึ่งเป็นโปรเจ็คที่คาดว่าจะสร้างที่มอลต้าซึ่ง Binance ก็จะร่วมเข้าช่วยด้วย

ทั้งนี้โปรเจ็ค FTX นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2019 ที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คของ Alameda Research ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ทาง FTX นั้นให้บริการ OTC Futures รวมถึงการเทรดสป็อตและอินเด็กซ์ ซึ่งมีการดำเนินการอยู่นอกเกาะคาริเบียนแอนติกาและบาร์บูดา โดยเว็บเทรดดังกล่าวมีวอลุ่มการเทรดกว่าครึ่งพันล้านดอลลาร์

“ทีมงานของ FTX ได้ดำเนินการสร้างแพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่เป็นนวัตกรรมที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก” นาย CZ ซีอีโอของ Binance กล่าว “เรามองไปที่ทีมงานของ FTX แล้วรู้สึกมันค่อนข้างมีความเหมือนเรามากและเชื่อว่าศักยภาพของพวกเขานั้นจะทำให้แพลตฟอร์มกลายเป็นผู้นำในตลาดสินทรัพย์ฟิวเจอร์แน่นอน”

ก่อนหน้านี้ทาง Binance ก็เพิ่งได้ลงทุนแพลตฟอร์มเทรดฟิวเจอร์ JEX ไป ดูเหมือนว่า Binance นั้นเอาจริงเอาจังในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มฟิวเจอร์เป็นอย่างมาก…

ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

นักวิเคราะห์ชี้สภาพตลาดตอนนี้คล้ายกับช่วงปี 2017 ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

ในช่วงนี้เราจะเห็นได้ว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอยู่ในสภาวะขาลง ราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำเรื่อย ๆ หลังจากที่มันวิ่งไปแตะจุดสูงสุดที่ 13,000 ดอลลาร์เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน และคาดว่ามันจะไม่กลับตัวเป็นขาขึ้นในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ราคาชื่อดัง Crypto Rand ได้ออกมาวิเคราะห์ราคาในช่วงนี้ด้วย ในความคิดของเขามองว่าสภาพตลาดคริปโตตอนนี้มันเหมือนกับช่วงกลางปี 2017 และในช่วงสิ้นปีนั้นราคา Bitcoin ก็พุ่งทะยาน

ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

เขาได้พูดถึงข่าวที่จีนเริ่มเข้าตรวจสอบกิจการเกี่ยวกับคริปโตและสื่อหลาย ๆ แห่งก็เริ่มพาดหัวว่า Bitcoin นั้นตายแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้จะมีข่าวออกมาเช่นนี้แทนที่จะทำให้เหรียญอันดับหนึ่งอย่าง Bitcoin เพลี่ยงพล้ำลงมา มันกลับทำให้ Bitcoin แข็งแกร่งขึ้น

ในช่วงต้นปี 2017 จะเผยให้เห็นราคา Bitcoin เคลื่อนตัวเป็นขาขึ้นเล็กน้อย มีการดีดตัวกลับเล็กน้อยและก็เริ่มพุ่งทะยานไปที่ 20,000 ดอลลาร์ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น ซึ่งนักวิเคราะห์ Crypto Rand มองว่าตลาดของปี 2019 มันมีความคล้ายกับปี 2017 และจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบเดียวกัน

นักเขียนอีกรายหนึ่งนาย William Mougayar ก็เชื่อว่าราคา Bitcoin จะพุ่งทะยานไปแตะ 25,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปี 2019

จากที่ก่อนหน้านี้ราคา Bitcoin มันเคยเทรดเหนือ 10,000 ดอลลาร์ แต่ในเวลาที่รายงานข่าวอยู่นี้ราคา Bitcoin มันร่วงลงมาเทรดที่ระดับราคา 7,200 ดอลลาร์ ร่วงเกือบสามพันดอลลาร์เลยทีเดียว อ้างอิงจาก Coinmarketcap

หากใครหลาย ๆ คนได้อ่านบทความวิเคราะห์ชิ้นดีก็อาจจะรู้สึกโล่งใจอยู่บ้างเพราะก็ยังมีนักวิเคราะห์เชื่อว่าต่อไปราคา Bitcoin จะเป็นขาขึ้นอยู่ ซึ่งเราก็ต้องดูต่อไปว่าอะไรจะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคา Bitcoin พุ่งทะยานไปมากกว่านี้ได้…

เวบเทรดมาเป็นหลักฐาน 

นักลงทุน Bitcoin ร้องให้ขุดศพ CEO เวบเทรดมาเป็นหลักฐาน หลังมีข่าวเสียชีวิตและเอาเงินออกไม่ได้

นักลงทุน Bitcoin ร้องให้ขุดศพ CEO เวบเทรดมาเป็นหลักฐาน

นักลงทุนมากมายได้สูญเสียสิทธิ์การเข้าถึงเงินของพวกเขา หลังจากที่ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ชาวแคนาดาได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ซึ่งล่าสุดนักลงทุนกำลังออกมาเรียกร้องให้ขุดร่างของผู้ก่อตั้งขึ้นมา เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าการตายของเขาเป็นแค่เรื่องการจัดฉากบังหน้าเท่านั้น

ในกรณีนี้ได้มุ่งเน้นไปที่เรื่องการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของนาย Gerald Cotten ผู้ก่อตั้งเว็ปเทรดคริปโตชื่อดัง ‘QuadrigaCX’ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วยวัยเพียง 30 ปี จากโรคโครห์น ซึ่งเป็นภาวะลำไส้อักเสบ อย่างไรก็ตามเขาได้นำรหัสผ่านทั้งหมดลงหลุมไปกับเขาด้วย

ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีรุ่นเยาว์เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้รหัสผ่านการเข้าถึงสกุลเงินคริปโตที่มีมูลค่ากว่า 180 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (185.3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นเงินของลูกค้าทั้งหมด 115,000 คน

ในวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมามีจดหมายในนามของลูกค้าถูกส่งถึงบริษัทกฎหมาย Miller Thomson โดยเรียกร้องให้ตำรวจแคนาดา “ดำเนินการขุดและทำการชันสูตรร่างของนาย Gerald Cotten เพื่อยืนยันตัวตนและหาสาเหตุของการเสียชีวิต เนื่องจากสาเหตุของการเสียชีวิตยังคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย”

นาง Jennifer Robertson ภรรยาหม้ายของนาย Cotten อ้างว่าเธอไม่สามารถหารหัสผ่านในคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของเขาได้ เนื่องจากเขาได้ทำธุรกิจอยู่ที่เมือง Halifax ทางตะวันออกของแคนาดา

ด้วยข่าวลือและทฤษฎีสมคบคิดที่เกิดขึ้นมากมาย อาจเป็นไปได้ว่านาย Cotten จะทำการแกล้งตายเพื่อรับผลประโยชน์จากเงินทุนเหล่านี้ ปัจจุบันศาลได้ตัดสินให้บริษัทอยู่ในสภาวะล้มละลายและนาง Robertson กล่าวว่าเธอได้รับคำขู่ว่าจะฆ่าตายทางอินเทอร์เน็ต

บริษัทกฎหมายเรียกร้องให้มีการขุดศพของนาย Cotten ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2020 “เพื่อคลายกังวลให้กับนักลงทุน”

นาง Robertson ได้ออกแถลงการณ์ผ่านตัวแทนทางกฎหมายของเธอโดยกล่าวว่า เธอเสียใจที่มีการเรียกร้องเหล่านี้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางแคนาดายังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อการร้องขอของ AFP ในครั้งนี้

QuadrigaCX เป็นเว็ปเทรดคริปโตเคอเรนซี่อย่างเช่น bitcoin, Litecoin และ Ethereum โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยื่นขอความคุ้มครองจากเจ้าหนี้ในศาลฎีกาของรัฐโนวาสโกเชีย

มันเป็นหนึ่งใน “การฉ้อโกง” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับวงการคริปโตเคอเรนซี่ในปีนี้ อ้างอิงจากคำพูดในรายงานของ CryptTrace บริษัทด้านกฏหมายบล็อกเชน

ในปีนี้มีอีกเคสหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันและนักลงทุนได้สูญเสียเงินไปกว่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ (S $ 3.9 พันล้าน) นั่นก็คือโปรเจคแชร์ลูกโซ่ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับกระเป๋าเงินและเว็ปเทรดคริปโต ‘PlusToken’

รายงานระบุว่ามีตัวเลขการสูญเสียจากการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้นถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2019 มีตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่า 150% จาก 1.7 พันล้านดอลาร์สหรัฐในปี 2018

“การหลอกลวงและฉ้อโกงเงินคริปโตในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 150% สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรกำลังปรับตัวให้เข้ารางวัลที่ใหญ่ขึ้นและทำแต้มให้มากขึ้น”

นาย Dave Jevans ประธานเจ้าหน้าฝ่ายบริหารของบริษัท CipherTrace กล่าวในระหว่างให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวรอยเตอร์

เวบเทรดมาเป็นหลักฐาน…

ทุกคนควรรู้จัก

กราฟแท่งเทียนขาลงทั้ง 5 รูปแบบที่นักลงทุน Bitcoin ทุกคนควรรู้จัก

กราฟแท่งเทียนขาลงทั้ง 5 รูปแบบที่นักลงทุน Bitcoin ทุกคนควรรู้จัก

รูปแบบกราฟแท่งเทียนเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในฐานะหนึ่งในเครื่องมือบนกราฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของราคาสำหรับเหล่านักลงทุนคริปโต กราฟดังกล่าวนั้นมีหลายหลายรูปแบบซึ่งควรค่าแก่การเรียนรู้ อีกทั้งบางส่วนนั้นเป็นรูปแบบที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะในช่วงขาลงนี้ ซึ่งแท่งเทียนชนิดเดียวกันนั้นอาจให้ความหมายต่างกันได้หากตั้งอยู่คนละที่บนกราฟ ดังนั้นแล้วการทำความเข้าใจจุดซึ่งแท่งเทียนนั้นตั้งอยู่และความหมายของรูปแบบของแท่งเทียนแต่ละชนิดนั้นจึงมีความสำคัญมากในการตีความรูปแบบราคา

ทุกคนควรรู้จัก

รูปแบบแท่งเทียนแบบแรกนี้เป็นกราฟแท่งเทียนสองชนิดคู่กันที่บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ในการกลับตัวของราคา ซึ่งรูปแบบกราฟแท่งเทียนดังกล่าวนั้นแท่งเทียนแรกจะมีขนาดใหญ่และเป็นสีเขียว ส่วนแท่งเทียนถัดมาที่อยู่คู่กันนั้นจะมีสีแดงและมีช่วงเทียนที่เล็กกว่า โดยในกรณีที่ดีที่สุดนั้นแท่งเทียนหลังควรที่จะมีช่วงตัวสั้นกว่าแท่งเทียนสีเขียวซึ่งอยู่ด้านหน้า โดยเฉพาะการที่แท่งเดียวหลังนั้นมีลักษณะแบบ Doji นั้นจะเป็นกรณีที่สามารถตีความได้ชัดเจนมากที่สุด

ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “Harami” นั้นหมายความว่า การ “ตั้งท้อง” ซึ่งในรูปแบบกราฟแท่งเทียนดังกล่าวแท่งเทียนสีเขียวด้านหน้าเปรียบเสมือน “แม่” และแท่งเทียนที่ตามมาคือ “ลูก” นั่นเอง

ทุกคนควรรู้จักแ

รูปแบบต่อมาที่เรียกว่า “Dark Cloud Cover” นั้นมักจะตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงราคาที่ไม่สู้ดีนักเหมือนกับช่วงฟ้าครึ้มฝนที่กำลังตั้งเค้ามาไกล ๆ เช่นเดียวกับชื่อของมัน โดยกราฟแท่งเทียนคู่นี้นั้นจะเป็นตัวที่ปรากฏเพื่อส่งสัญญาณถึงการกลับตัวเข้าสู่ช่วงขาลงหลังจากราคาได้มีการไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงขาขึ้นแล้วนั่นเอง

ในกราฟแท่งเทียนรูปแบบนี้ แท่งเทียนแรกนั้นจะมีขนาดใหญ่และมีสีเขียว อีกทังยังตามมาด้วยแท่งเทียนสีแดงที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ทั้งนี้แท่งเทียนที่สองนั้นได้เปิดตัวด้วยช่วงราคาที่สูงแต่กลับปิดตลาดลงด้วยช่วงราคาที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของแท่งเทียนในช่วงวัน รูปแบบคู่ของกราฟแท่งเทียนเช่นนี้นั้นเป็นการส่งสัญญาณถึงการที่ช่วงขาลงนั้นได้เข้าครอบครองตลาดในช่วงนั้นเป็นที่เรียบร้อย ทั้งส่งผลเป็นการกดราคาลงในช่วงกราฟแท่งเทียนถัดมาอีกด้วย

ทุกคนควรรู้จัก

รูปแบบกราฟแท่งเทียนถัดมานี้ในชื่อ “The Evening Star” นั้นเป็นรูปแบบที่แสดงถึงการกลับตัวเข้าสู่ช่วงขาลงโดยแสดงอยู่บนจุดสูงสุดของช่วงการไต่ระดับขึ้นของกราฟราคาหลังจากที่ปรากฏแท่งเทียนสีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ในลักษณะขาขึ้น จากนั้นจึงตามมาด้วยแท่งเทียนซึ่งมีช่วงช่องว่างบนแท่งเทียนขนาดเล็กด้านบนและด้านล่าง โดยที่แท่งเทียนดังกล่าวมีการปิดตลาดในช่วงที่ราคาอยู่กึ่งกลางของแท่งเทียนดังกล่าวนั่นเอง

ทั้งนี้แล้วแท่งเทียนแรกของรูปแบบดังกล่าวนั้นต้องเป็นสีเขียวและมีลักษณะรูปร่างของแท่งเทียนที่มีขนาดตัวที่ใหญ่ โดยมีแท่งเทียนถัดมาเป็นเสมือนดาวลอยอยู่เหนือแท่งเทียนแรก โดยแท่งเทียนดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะช่วงตัวที่สั้นมากทั้งช่วงตัวดังกล่าวนั้นจะไม่อยู่ในระดับเดียวกันกับช่วงตัวของแท่งเทียนแรก อีกทั้งช่องว่างระหว่างช่วงตัวของแท่งเทียนทั้งสองนั้นมักจะอยู่ในลักษณะของแท่งเทียนแบบ Doji หรือแบบ Spinning Top ซึ่งยืนยันว่าเป็นรูปแบบแท่งเทียนแบบ The Evening Star นั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว รูปแบบกราฟแท่งเทียนดังกล่าวยังได้รับการยืนยันด้วยแท่งเทียนที่อยู่หลังจากแท่งเทียนที่ทำหน้าที่เป็นดวงดาว ซึ่งต้องเป็นแท่งเทียนสีแดงที่ปิดตลาดในช่วงราคาภายในกรอบช่วงตัวของแท่งเทียนแรกสุด นอกจากนี้แล้วในกรณีที่ดีที่สุดนั้นควรที่จะมีช่องว่างระหว่างแท่งเทียนแต่ละอันอีกด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากตลาดคริปโตนั้นมีการซื้อขายตลอดวัน ดังนั้นแล้วช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นไปได้ยากในตลาดนี้ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายก็ได้ออกมากล่าวว่ารูปแบบแท่งเทียนดังกล่าวนี้สามารถใช้ตีความได้โดยไม่จำเป็นต้องมีช่องว่างระหว่างแท่งเทียนนั่นเอง

ทุกคนควรรู้จัก

รูปแบบกราฟแท่งเทียนแบบ “Shooting Star” นี้จะคล้ายกับในรูปแบบก่อน ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำหรับการกลับตัวไปสู่ขาลง ทั้งนี้รูปแบบกราฟแท่งเทียนดังกล่าวนี้จะอยู่เป็นคู่ในช่วงของการไต่ระดับขึ้นของกราฟราคา โดยแท่งเทียนแรกนั้นจะมีลักษณะเป็นสีเขียวตามมาด้วยแท่งเทียนสีเขียวหรือสีแดงที่มีช่วงตัวขนาดเล็กและมีก้านเทียนด้านบนที่ยาว ซึ่งแท่งเทียนอันที่สองนี้จะมีลักษณะเหมือนค้อนแบบหัวคว่ำ ซึ่งกรณีอาจส่งสัญญาณถึงขาขึ้นได้หากอยู่ในช่วงต่ำสุดของตลาด

ก้านของแท่งเทียนด้านบนนั้นเป็นสัญญาณซึ่งชี้ให้เห็นว่าช่วงขาขึ้นนั้นได้เข้าควบคุมส่วนใหญ่ของการซื้อขายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก่อนที่จะพ่ายแพ้ให้กับแรงขายตลาดขาลงที่ตามมาซึ่งผลักให้ช่วงราคานั้นดิ่งลงไปปิดตลาดที่ช่วงราคาใกล้เคียงกันกับที่เปิดตลาดนั่นเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบนี้จะถูกยืนยันการลดลงของช่วงราคาด้วยแท่งเทียนถัดมาหากอยู่ในลักษณะแท่งเทียนสีแดงสำหรับขาลงนั่นเอง

ทุกคนควรรู้จัก

รูปแบบแท่งเทียนแบบสุดท้ายนี้ในชื่อ “Hanging Man” นั้นเป็นรูปแบบกราฟแท่งเทียนเดี่ยวที่ส่งสัญญาณถึงการกลับตัวจากช่วงการเปลี่ยนแปลงราคาขาขึ้นไปสู่การเปลี่ยนแปลงราคาแบบขาลง โดยแท่งเทียนดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะก้านด้านล่างที่ยาว และมีช่วงลำตัวที่เล็กอยู่ด้านบน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะสังเกตเห็นรูปแบบนี้ในช่วงที่กราฟราคานั้นไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงนั้น ๆ

ในทางกลับกันหากกราฟรูปแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กราฟราคานั้นไต่ระดับลงสู่จุดต่ำสุดโดยมีลักษณะเหมือนค้อนนั้น จะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ช่วงขาขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นแปรผันไปตามแต่ละกรณีทั้งนี้รูปแบบกราฟแท่งเทียนดังกล่าวนี้แสดงถึงการที่เหล่าผู้ขายนั้นสามารถเข้าควบคุมช่วงราคาได้ส่วนหนึ่งของช่วงเวลาดังกล่าวอีกทั้งยังแสดงว่าช่วงขาลงนั้นได้ต้านทานช่วงราคาไว้และพยายามที่จะคงตัวช่วงการขายไว้ตามลักษณะของแท่งเทียนที่เกิดขึ้นตามมาได้

มาตัดสินคดีความมากขึ้นแล้ว

ศาลในประเทศจีนนำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาตัดสินคดีความมากขึ้นแล้ว

Blockchain มาตัดสินคดีความมากขึ้นแล้ว

รายงานล่าสุดเผยว่าศาล Smart Internet ของจีนได้ใช้ AI ในการเข้ามาตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตโดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ร่วมด้วยแล้วกว่าหลายล้านเคส

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่ามีคดีมากกว่า 3.1 ล้านคดีการฟ้องร้องของจีนตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงตุลาคมของปีนี้ถูกตัดสินโดยศาลอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยี Blockchain

อนาคตอาจมีผู้พิพากษาจาก AI
หากในอนาคตทางประเทศจีนตกลงนำ AI มาใช้เป็นผู้พิพากษาเราจะได้เห็นประชาชนสามารถสื่อสารกับผู้พิพากษาที่ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็น AI โดยสื่อสารกันผ่านทางหน้าจอซึ่งทำให้พวกเขาอาจไม่จำต้องไปปรากฏตัวในศาลเลยด้วยซ้ำ ประชาชนจะได้รับคำตัดสินของศาลผ่านทางข้อความหรือบริการด้านการส่งข้อความต่าง ๆ

หลังจากจัดตั้งศาลอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่เมืองหางโจวทางตะวันออกในปี 2017 จีนได้เปิดตัวการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกันในเมืองปักกิ่งและกวางโจว ส่วนในเดือนเมษายนนาย Zhang Wen ประธานศาลอินเทอร์เน็ตปักกิ่งเปิดเผยว่าศาลใช้เทคโนโลยีเช่น AI และ Blockchain เข้ามาช่วยตัดสินคดีด้วย ซึ่งเขากล่าวว่า:

“ศาลได้ใช้ AI มาเป็นผู้ช่วยในการตัดสินคดีเพื่อให้การตัดสินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของตัวผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์มีหน้าที่รับผิดชอบให้การตัดสินเป็นไปอย่างยุติธรรม [… ] ซึ่งไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นผู้พิพากษา AI นั่งบัลลังก์แทนก็ได้”

จากรายงานของศาลสูงสุดพบว่าประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนได้ลงทะเบียนกับระบบศาลอัจฉริยะแล้วพร้อมกับทนายความ 73,200 คน

Blockchain สามารถตรวจสอบหลักฐานได้ตามกฎหมาย
ในเดือนกันยายนของปีที่แล้วศาลฎีกาของจีนตัดสินว่าหลักฐานที่รับรองความถูกต้องด้วยเทคโนโลยี Blockchain นั้นมีผลผูกพันในข้อพิพาททางกฎหมาย ศาลฎีกาประกาศว่า “ศาลอินเทอร์เน็ตสามารถรับฟังข้อมูลดิจิทัลที่ส่งมาเป็นหลักฐานได้หากผู้ที่เกี่ยวข้องรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ผ่าน Blockchain ด้วยลายเซ็นดิจิทัลและประทับเวลาเอาไว้สำหรับการตรวจสอบค่าแฮชและสามารถพิสูจน์ความถูกต้องของการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว”

ราคาอาจจะพุ่งขึ้นถึง

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหาก Bitcoin ร่วงแตะ 6,000 ดอลลาร์ ราคาอาจจะพุ่งขึ้นถึง 300%

เชื่อว่าหาก Bitcoin ร่วงแตะ 6,000 ดอลลาร์ ราคาอาจจะพุ่งขึ้นถึง 300%

ในขณะที่ราคา Bitcoin ยังคงวิ่งไซดเวย์ตลอดช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ก็เชื่อมั่นว่าตลาดคริปโตยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้นักเทรดคริปโตยอดนิยมและนักวิจัย Galaxy ได้ตั้งข้อสังเกตว่าหาก “ ราคา Bitcoin ร่วงแตะระดับ $ 5,900 – $ 6,200” ทุกคนก็จะพากันเปิดตำแหน่ง long position และจะไม่ปิดจนกว่าราคาจะพุ่งถึง $ 25,000 หรือมากกว่านั้น

โดยเขาได้ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin อาจร่วงลงสู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 17,000 ดอลลาร์ จากนั้นราคาก็จะมีการปรับฐานอีกครั้งที่ระหว่าง 15,000 ถึง 17,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 25,000 ดอลลาร์ในปี 2020

 

Bitcoin จะพุ่งแตะระดับ $ 25,000
ไม่ใช่เพียงแต่นักวิจัย Galaxy เท่านั้นที่คาดว่าราคา Bitcoin จะแตะจุดสูงสุดที่ระดับ $ 25,000 ในอนาคต

โดยก่อนหน้านี้นักเทรดคริปยอดนิยม Dave the Wave ก็ได้คาดการณ์ว่าราคา Bitcoin จะร่วงลงจาก $ 10,000 สู่ $ 6,700 ก่อนที่จะกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว ซึ่งเขาได้ตั้งข้อสังเกตุเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ารูปแบบ Elliot Waves ในกราฟของเขาได้ชี้ให้เห็นว่าราคาอาจร่วงลงไปอยู่ที่ต่ำกว่าระดับ 6,000 ดอลลาร์ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ก่อนที่ราคาก็เพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 25,000 ดอลลาร์หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 250% ภายในช่วงต้นปี 2021

เช่นเดียวกับนาย Travis Kling CIO คนปัจจุบันของบริษัทจัดการสินทรัพย์ Ikigai และนาย Mike Novogratz จาก Galaxy Digital ซึ่งทั้งคู่เชื่อว่าคริปโตเคอเรนซี่หมายอันดับหนึ่งจะหวนกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมที่ระดับ $ 20,000 หรืออาจมากกว่านั้นภายในช่วงต้นปี 2021

โดยทั้งนาย Novogratz และ Kling ต่างกำลังมองหาแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคเชิงบวกเพื่อสนับสนุนการคาดการณ์ของพวกเขา

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางของโลกยังคงปรับลดอัตรานโยบายดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าพวกเขาควรจะเพิ่มสภาพคล่องในตลาดโลกและเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งนั้นจะเป็นการหนุนตลาดบิทคอยน์ในช่วงเวลานี้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความไม่แน่นอนด้านระเบียบที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งหลายคนเชื่อว่านี่จะเป็นช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับการยอมรับ Bitcoin เนื่องจากคริปโตเคอเรนซี่แบบ decentralized นั้นมีคุณสมบัติที่ป้องกันการถูกเซ็นเซอร์จากรัฐบาล

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการอภิปรายเกี่ยวกับการ halving ควบคู่ไปกับการเพิ่มการยอมรับของคริปโตเคอเรนซี่ ยกตัวอย่างเช่นนาย Mike McGlone นักวิเคราะห์ราคาของ Bloomberg กล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อของ Bitcoin จะถูกหั่นลงครึ่งหนึ่งหลังจากเดือนพฤษภาคมของปีหน้า ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะนำไปสู่การยอมรับที่เพิ่มมากขึ้นและอาจส่งผลทำให้ราคาของ Bitcoin หวนกลับไปอยู่ที่ตัวเลขห้าหลักอีกครั้ง

ราคาอาจจะพุ่งขึ้นถึง 300%…

ดอลลาร์เพราะอยากชนะพนัน

นักลงทุนวาฬทุ่มซื้อ Bitcoin กว่า 800 BTC เพื่อให้ราคาไม่ร่วงต่ำกว่า 7,200 ดอลลาร์เพราะอยากชนะพนัน

ทุ่มซื้อ Bitcoin กว่า 800 BTC เพื่อให้ราคาไม่ร่วงต่ำกว่า 7,200 ดอลลาร์เพราะอยากชนะพนัน

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นวันตัดสินการเดิมพันราคา Bitcoin ระหว่างนักลงทุนสองคนโดยมีของเดิมพันเป็นเหรียญ Dogecoin (DOGE) กว่า 10,000 เหรียญ เมื่อถึงเวลาตัดสินราคาของ Bitcoin เกิดการแปรผันอย่างรุนแรงและการผิดสัญญาการเดิมพันจนเกิดเป็นดราม่าในโลกโซเชี่ยลมีเดีย

กระแสในโลกทวิตเตอร์เกี่ยวกับดราม่าดังกล่าวสรุปรวมเป็นเรื่องได้ว่านักลงทุฬวาฬที่ใช้ชื่อว่านาย Joe007 ตกลงเดิมพันกับนักลงทุนเหรียญ Dogecoin ที่ใช้ชื่อว่า Samu โดยทั้งสองเดิมพันกันผ่านการทำนายมูลค่าราคา Bitcoin ของวันที่ 12 เวลาบ่ายโมง เรื่องดราม่าเกิดขึ้นเมื่อราคาของ Bitcoin แปรผันอย่างรุนแรงก่อนที่จะถึงเวลาตัดสิน ส่งผลให้มีคนคาดการณ์ว่านาย Joe007 ซื้อ Bitcoin กว่า 800 เหรียญ (มูลค่ากว่า 5.77 ล้านดอลลาร์) เพื่อที่จะรักษาให้ราคา Bitcoin อยู่เหนือกว่า 7,200 ดอลลาร์ตามคำทำนายของเขา

นาย Joe007 นั้นเป็นนักเทรดโด่งดังในเว็บเทรด Bitfinex เขาเคยมีรายได้ต่อเดือนจากการเทรด Bitcoin ถึง 2.7 ล้านดอลลาร์

นักลงทุนทั้งสองคนลงเดิมพันราคาของ Bitcoin โดยนาย Joe007 แทงว่าถ้าราคาของ Bitcoin อยู่เหนือ 7,100 ดอลลาร์ในเวลาล่ายโมงของวันที่ 12 นาย Samu ต้องจ่าย Dodgecoin กว่าล้านเหรียญ (10,995 ดอลลาร์) ให้แก่บัญชีของนาย Joe007 ส่วนถ้าราคาของ Bitcoin ลงไปต่ำกว่า 7,100 ดอลลาร์นาย Joe007 ก็ต้องเป็นฝ่ายจ่าย Dogecoin ในจำนวนเท่ากันให้แก่นาย Samu

ผลปรากฎว่านาย Joe007 เป็นฝ่ายชนะเมื่อราคา Bitcoin มีมูลค่าเหนือ 7,100 ดอลลาร์ของเวลาที่กำหนด แต่มีเรื่องน่าสงสัยคือเมื่อก่อนหน้าที่เวลาตัดสินจะมาถึงราคาของ Bitcoin พุ่งทลายขาลงสูงขึ้นจนเหนือ 7,100 ดอลลาร์พอดี จนเป็นผลให้มีนักเทรดคนหนึ่งอัพโหลดชาร์ตราคาที่แสดงให้เห็นว่ารูปแบบราคาของ Bitcoin ในช่วงก่อนเวลาตัดสินชะตามีความน่าสงสัย

ดอลลาร์เพราะอยากชนะพนัน

ราคา Bitcoin บนเว็บตารางเทรด Bitfinex เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม จากทวิตเตอร์ Hsaka

และเมื่อเวลาผ่านไปปรากฎว่านาย Samu ไม่เคยโอนเหรียญ Doge จำนวน 5 ล้านเหรียญให้นาย Joe007 จริงๆ เพราะเขาอ้างว่านาย Joe007 โกงการเดิมพันครั้งนี้ด้วยการปั่นราคา Bitcoin ในตอนท้าย เขาเชื่อว่านาย Joe007 เป็นนักลงทุนวาฬที่หว่านซื้อ Bitcoin จนทำให้ราคาสูงขึ้นเพื่อที่จะชนะการเดิมพัน

“นาย Joe007 หลอกผม แต่ผมก็แก้แค้นเขาในภายหลัง” นาย Samu กล่าวหลังรู้ผลการเดิมพัน ในตอนนี้บัญชีของนาย Joe007 มีเหรียญ DOGE เข้ามาเพียง 10,383 เหรียญ ซึ่งมีมูลค่าแค่ 22.83 ดอลลาร์เท่านั้น

นั้นเป็นเหตุให้นาย Joe007 ชนะการเดิมพันแต่เขาได้เงินมาเพียงน้อยนิดเท่านั้น โลกโซเชี่ยลมีเดียจึงพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างมากเพราะเนื่องจากถ้าหากนาย Joe007 เป็นคนที่ลงทุนปั่นราคาจริงจะเท่ากับว่าเขาซื้อ Bitcoin กว่า 800 เหรียญเพื่อได้ DOGE มาแค่ 10,000 เหรียญเท่านั้น แต่ยังไงก็มีการคาดการณ์ว่าผู้ที่ซื้อ BTC 800 เหรียญนั้นอาจจะไม่ใช่นาย Joe007 ก็ได้

นาย Sakura นักเทรดที่เข้าข้างทางฝั่งนาย Joe007 กล่าวว่าเขาเองก็ไม่เชื่อว่านาย Joe007 จะเป็นนักลงทุนวาฬที่ซื้อ Bitcoin ในตอนนั้น ซึ่งตัวเขาได้โจมตีการตัดสินใจเบี้ยวการจ่ายเงินของนาย Samu ว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้ยางอาย”

ต่อมานาย Samu จึงเสนอว่าเขาจะจ่ายค่าเดิมพันเพิ่มเป็นเหรียญ Doge จำนวน 6 เหรียญ (0.013 ดอลลาร์)

เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่นักลงทุนวาฬมีต่อราคา Bitcoin พวกเขาสามารถควบคุมราคา Bitcoin ได้ตามใจชอบเพราะพวกเขามีทุนที่มหาศาล พวกเขาถึงขนาดเดิมพันราคา Bitcoin เหมือนกับเป็นเกม สำหรับนักลงทุนในระดับนั้นการปรับราคา Bitcoin สั้นๆ นั้นคงง่ายเหมือนการดีดนิ้ว

ดอลลาร์เพราะอยากชนะพนัน