เทคโนโลยี Blockchain 

เทคโนโลยี Blockchain จะถูกนำมาใช้เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างไร

เทคโนโลยี Blockchain หมอกจาง ๆ และควันในตอนเช้า ๆ ที่ปกคลุมกรุงเทพมหานคร และเมืองอีกหลาย ๆ เมืองที่พวกเรากำลังกลัว

เทคโนโลยี Blockchain ฝุ่น pm 2.5 คือฝุ่นและควันพิษที่กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับคนเกือบทั้งประเทศไทย ทว่าหากลองพูดถึงในแง่ของการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเช่น Blockchain และ cryptocurrency มาช่วยลดปัญหาฝุ่นที่มีขนาดเล็กถึง 2.5 Particulate Matters ที่สามารถแซกซึมเข้าปอด, เส้นเลือด และสมองของเราอย่างง่ายดายนั้น จะทำได้อย่างไร และแนวคิดดังกล่าว จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ในทางทฤษฎีและปฏิบัติ

ฝุ่นขนาดเล็กที่ว่านี้ เกิดจากการสร้างมลภาวะในชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจของ Greenpeace นั้น ฝุ่นส่วนใหญ่เกิดจากการเผาถ่านหินของโรงงานไฟฟ้า และการใช้รถเพื่อการคมนาคม

กระนั้นหากดูจากสถิติของหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา i99bet จะพบว่าเหตุการณ์การก่อตัวของ “หมอกพิษ PM 2.5” นั้นมักจะพบว่ามันมักจะเยอะขึ้นในช่วงฤดูหนาว ซึ่งก็คือเดือนธันวาคมและมกราคม หลังจากนั้นก็จะลดลงเรื่อย ๆ โดยกราฟด้านล่างจากนายสุพัฒน์ หวังวงศ์พัฒนานั้นเผยให้เห็นถึงสถิติของปีเก่า ๆ ที่มีอัตราฝุ่นที่เยอะไม่แพ้กัน และมักจะเกิดในช่วงเวลาที่กล่าวมา

เทคโนโลยี Blockchain 

แม้ว่าอัตราการปล่อยควันพิษของกรุงเทพฯนั้นดูเหมือนจะคงที่เป็นประจำทุกวัน แต่สิ่งที่ทำให้ฝุ่นเหล่านี้ก่อตัวสะสมไม่ไปไหน จนสร้างความอันตรายได้นั้นเกิดจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า temperature inversion หรือการกลับตัวของอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศ ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว หากดูภาพด้านล่าง จะเห็นว่าทางรูปซ้าย คือสภาพชั้นบรรยากาศที่ปกติ ที่อากาศอุ่นนั้นจะอยู่ที่ชั้นล่างสุด จากผิวพื้นดิน และไล่ขึ้นไปจะเป็นชั้นบรรยากาศที่มีอากาศที่เย็นลงเรื่อย ๆ ตามลำดับ สภาพชั้นบรรยากาศในแบบที่ว่านี้จะทำให้มีการถ่ายเทฝุ่นออกไปได้ตามปกติ อ้างอิงจากนักวิทยาศาสตร์สัญชาติปากีสถาน นาย D. Raghunandan

เทคโนโลยี Blockchain 
แต่ทว่าในฤดูหนาวนั้น จะมีการเกิดการ Inversion effect ขึ้นมา ที่จะเป็นการสลับชั้นกันระหว่างชั้นบรรยากาศล่างสุด กับชั้นบรรยากาศตรงกลาง ส่งผลทำให้อากาศที่อุ่นกว่า อยู่สูงขึ้นไปอีก และด้วยเหตุนั้นเอง ทำให้ชั้นบรรยากาศที่อุ่นนี้ ทำตัวเป็นเหมือนโดม คอยกักขังไม่ให้ลม, ฝุ่น และควันสามารถออกไปจากชั้นบรรยากาศด้านล่างสุดได้

ทีนี้ เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุหลัก ๆ แล้ว การไปจะแก้ไขปรากฎการณ์ทางธรรมชาตินั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคงหนีไม่พ้นที่ต้นเหตุของสารพิษเหล่านั้น คำถามที่ตามมาก็คือว่า เราจะนำเอาเทคโนโลยีอย่าง Blockchain มาใช้เพื่อลดการเกิดมลพิษเหล่านี้ได้อย่างไร

ระบบแรงจูงใจกับเหรียญ Token
Bitcoin มีระบบ incentive หรือการสร้างแรงจูงในการที่จะให้ผู้คนนับพันนับหมื่นยังคงยอมจ่ายค่าไฟ, ทนความร้อน และลงทุนซื้อเครื่องขุดราคาแพงหูฉี่มา เพื่อให้พวกเขาได้เป็น “ผู้ยืนยันธุรกรรม” บนระบบ blockchain ในแบบที่ไม่ต้องไปขอร้องใครให้ทำ

มันคือระบบ ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ และสามารถทำงานอยู่ได้โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ และทุกคนทำมันด้วยความสมัครใจ เพราะพวกเขารู้ว่าปลายทางจะได้รางวัลจาก block reward ที่หอมหวาน บางทีระบบนี้อาจจะเหมาะกับการนำมาปรับใช้เพื่อลดมลภาวะ

แรงจูงใจเพื่อเลือกที่จะใช้พลังงานที่สะอาด


หากยังจำกรณีของ Power Ledger ได้นั้น ระบบ incentive ของพวกเขาคือการให้ผู้คนทั่วไปสามารถนำเอาพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่เหลือใช้จากการสร้างเอง (เช่นจากแผงโซลาร์ หรือกังหันลม) มาขายเพื่อแลกเหรียญ POWR และสามารถนำเหรียญดังกล่าวไปเก็งกำไรต่อ หรือไปขายแลก ETH และแลกเป็นเงินจริงในภายหลังได้ ซึ่งทำให้ผู้คนต่างก็สนใจที่จะหันมาเลือกผลิตและใช้พลังงานสะอาดอย่าง solar cell เอง ทดแทนพลังงานสกปรกที่ได้จากโรงงานไฟฟ้าพลังถ่านหิน

“หากต้นเหตุมลภาวะนั้นมาจากการเผาถ่านหินเพื่อพลังงานไฟฟ้า และรัฐบาลมองสุขภาพและความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง การอนุญาตให้ผู้คนสามารถใช้พลังงานทางเลือกได้เอง อาจช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สกปรกได้ และอาจไม่จำเป็นต้องใช้มันได้เลยในท้ายสุด”

ลองจินตนาการว่าบ้านทุก ๆ หลังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เอง หากวันไหนหมด หรือผลิตไม่ทัน ก็ใช้เหรียญ POWR เพื่อซื้อไฟฟ้าจากตลาด P2P ของคนอื่นมาใช้ อยากใช้เท่าไรก็จ่ายเท่านั้น ลองนึกภาพที่บ้านทุกหลังเลือกใช้พลังงานสะอาด และไร้ซึ่งโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน เราจะสามารถลดมลภาวะจากการเผาถ่านไปได้มหาศาล

แรงจูงใจเพื่อเลือกที่จะไม่ใช้พลังงานสกปรก
ปัจจุบัน มลภาวะจากการคมนาคมด้วยพลังงานเชื้อเพลิงเผาไหม้นั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิด PM 2.5 ทุก ๆ วันผู้คนนำเอารถส่วนตัวของพวกเขาไปติดในระบบการจราจรที่แออัดของกรุงเทพฯ ยิ่งไปกว่านั้นระบบขนส่งมวลชนทางถนนอย่างเช่นรถบัสอายุการใช้งานกว่า 50 ปีนั้นยังคงปล่อยควันดำจากน้ำมันดีเซล์จนเป็นเรื่องปกติ

บางทีการนำเอาระบบ incentive มาใช้เพื่อลดมลภาวะเหล่านี้อาจเป็นไปได้ในทางทฤษฎี หรือปฏิบัติ (หากมีคนลองทำจริง ๆ)

ลองจินตนาการถึงแพลทฟอร์มที่สามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้คนแบบสมัครใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงานของสุขภาพ, การเดินทาง, การใช้ชีวิตประจำวัน และอื่น ๆ โดยผู้คนที่ยอมให้ข้อมูลต่อผู้เก็บนั้น สามารถขายข้อมูลของตัวเองเพื่อนำมาแลกกับเหรียญโทเค็น และนำมันไปเก็งกำไร หรือขายต่อในตลาดได้ไม่ต่างจาก POWR

หากแพลทฟอร์มที่ว่านี้ เน้นไปในด้านการลดการใช้พลังงานสกปรก เราอาจจะได้เห็นการสร้างอุปกรณ์ tracker ที่ติดข้อมือของผู้ที่ยอมให้ข้อมูล และเลือกที่จะเก็บข้อมูลอย่างเช่น

-อัตราการเต้นข้องหัวใจ
-การเดินทางในแต่ละวัน
-สถานที่ ๆ เดินทาง
-พฤติกรรมในการเดินทาง
-ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง
โดย service provider สามารถที่จะรณรงค์ให้ผู้ที่ติดอุปกรณ์ tracker ไม่เลือกใช้พลังงานสกปรกด้วยการ “ขุด” เหรียญ token หากพวกเขาเลือกที่จะเดิน หรือวิ่ง โดยวัดได้จากอัตราการเต้นของหัวใจ และระยะทางที่เดินทาง ยิ่งอัตราการเต้นของหัวใจยิ่งถี่เท่าไร และไปได้ไกลมากขนาดไหน ก็จะได้ token ที่มากขึ้นเท่านั้น โดย service provider สามารถที่จะนำเอาข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงพฤติกรรมในการเดินทางเหล่านี้ ไปขายให้กับบริษัทอื่น ๆ เช่นสถาบันวิจัยด้านสุขภาพ, บริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ หรือบริษัทด้านการตลาดอื่น ๆ

เทคโนโลยี Blockchain 

ส่วนผู้ที่ติดอุปกรณ์ tracker เหล่านี้ที่สามารถขุดเหรียญ token ที่ว่านี้ได้ ก็จะสามารถนำมันไปขายบนตลาด market place หรือเก็งกำไรต่อไปได้ หรืออาจนำไปใช้เพื่อซื้อบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการอย่างเช่น ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, ร้านกาแฟ, บัตรโดยสาร BTS, MRT หรือแม้แต่บริการนั่งรถแท็กซี่แบบพลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็คที่น่าสนใจนามว่า CarBlock ที่ผู้ใช้งานสามารถที่จะเสียบอุปกรณ์ขุดเหรียญโทเค็นเข้าไปในช่องปลั๊กไฟที่จุดบุหรี่ของรถได้ โดยเครื่องขุดดังกล่าวจะทำการเก็บข้อมูลการเดินทางของรถ เพื่อไปขายให้กับบริษัทพัฒนาและออกแบบ AI สมองกลสำหรับรถยนต์ไรคนขับ ซึ่งเราสามารถนำเอาโปรเจคต์ดังกล่าวมาใช้ดัดแปลง เพื่อให้ใช้กับรถไฟฟ้าได้เท่านั้น โดยจะเป็นการรณรงค์ให้ผู้คนเลิกใช้รถพลังงานน้ำมัน และหันมาใช้รถไฟฟ้าเพื่อขุดเหรียญเหล่านี้มากขึ้น และสามารถที่จะนำไปแลกในตลาด รวมถึงระบบ ecosystem ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย

จะเห็นได้ชัดว่าไอเดียเหล่านี้ แม้จะยังเป็นแค่ทฤษฎี แต่หากมีคนพยายามทำขึ้นมาจริง ๆ ก็อาจมีส่วนช่วยในการลดมลภาวะได้ในระดับหนึ่ง

ระบบการลงโทษของรัฐบาล กับ Blockchain
มาตรฐานในการตรวจสอบควันดำของรถสาธารณะ รวมถึงโรงงานในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะสร้างความฉงนให้กับประชาชน และชาวโซเชียลอย่างมาก

เทคโนโลยี Blockchain 

เราได้เห็นรายงานล่าสุดถึงการตรวจไม่พบ รถเมล์ที่ปล่อยมลภาวะควันดำ จากทั้งหมด 141 คัน ทว่ากลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงคลิปหลักฐานของผู้ใช้ถนนที่พบเจอ

ดังที่เราทราบกันดี ว่าเทคโนโลยี Blockchain นั้นสามารถถูกนำไปใช้เพื่อเก็บบันทึกข้อมูลแบบ decentralized ทำให้ไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้หลังจากที่บันทึกลงไปแล้ว อีกทั้งยังมีความโปร่งใส (ในกรณี public blockchain) หากใครต้องการจะเข้ามาดูข้อมูลก็สามารถที่จะเข้ามาดูได้

หากทางรัฐบาลมีความจริงจังกับเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีงบประมาณมากพอที่จะเปลี่ยนรถเมล์ทั้งหมดให้เป็นไฟฟ้าแบบในประเทศจีน พวกเขาสามารถที่จะติดเครื่องดักจับไอเสียเกินมาตรฐานไปที่รถขนส่งมวลชนเหล่านั้นได้ โดยเครื่องที่ว่านี่จะสามารถส่งข้อมูลการปล่อยไอเสียแบบ real-time เข้าใน blockchain และจะไม่มีใครสามารถที่จะเข้าไปแก้ไขข้อมูลเหล่านี้ได้ แม้แต่บุคลากรในกรมข่นส่งก็ตาม ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถที่จะเข้าไปปรับผู้ที่รับผิดชอบได้อย่างสะดวก

หากมีระบบที่ว่านี้ ประชาชนก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ ว่ารถคนไหนปล่อยควันดำ และเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันเรื่องนี้อีก

ปัญหามลภาวะเป็นสิ่งที่ชาวไทยมองข้ามกันมานานหลายปี มันอยู่ตรงนั้นทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เราไม่จริงจังกับมัน หากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตอากาศบริสุทธิ์อาจมีราคาที่แพงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แล้วก็ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอลลาร์ให้เวเนซุเอลาหรือ Bitcoin จะเป็นทางออก

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล วิกฤติเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเป็นสิ่งที่จะเพิกเฉยไม่ได้

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล Nicolás Maduro ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาก็ถูกธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ หรือ Bank of England (BoE) ปฏิเสธการคืนทองมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 หมื่นล้านบาท) หรืออีกนัยหนึ่งคือประเทศเวเนซุเอลาซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงทรัพย์สินของประเทศตนเองจากอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้ bitcoin ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การกักเก็บความมั่งคั่งในคริปโตเคอเรนซีนั้นจะเพิ่งสูงขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศเวเนซุเอลาบานปลายได้อย่างไร ?

อังกฤษไม่คืนทอง 1.2 พันล้านดอล
เหตุที่ BoE ตัดสินใจเช่นนั้นต้องพิจารณาถึงบทเรียนในครั้งก่อน คือ กรณีการล้มตัวทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่มีน้ำมันมากที่สุด ตั้งแต่ปี 2559 ความตึงเครียดทาง i99bet การเมืองในประเทศเวเนซุเอลาทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลทำให้เกิดการตัดการใช้พลังงานไฟฟ้า และการขาดแคลนอาหารและยา ซึ่งทองคำก็เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนสำคัญของประเทศเวเนซุเอลา

จุดขัดแย้งครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศเวเนซุเอลา คือ การที่นาย Nicolas Maduro ได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2556 ภายหลังการอาสัญกรรมของ ประธานาธิบดี Hugo Chávez และในระหว่างนั้นเองเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2561 นาย Juan Guaidó ได้ประกาศว่าตนเองเป็นประธานาธิบดีทั้ง ๆ ที่นาย Maduro ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สองไปแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางพรรคฝ่ายค้านจะบอยคอตการเลือกตั้งดังกล่าวไปแล้วก็ตาม ที่น่าสนใจคือเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2562 นาย Jeremy Hunt เลขาธิการการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ทางสหราชอาณาจักรจะยอมรับ Guaidó ในฐานะประธานาธิบดีชั่วคราวของประเทศเวเนซุเอลา หากการเลือกตั้งที่ชอบธรรมนั้นไม่เกิดขึ้นภายใน 8 วัน

นาย Hunt รีทวีตว่า

Jeremy Hunt
@Jeremy_Hunt
1/2 After banning opposition candidates, ballot box stuffing and counting irregularities in a deeply flawed election it is clear Nicolas Maduro is not the legitimate leader of Venezuela

แปล: หลังจากที่แบนผู้สมัครฝ่ายค้านแล้ว กล่องลงคะแนนเสียงดูเหมือนจะไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า Nicolás Maduro ไม่ใช่ประธานาธิบดีที่ชอบธรรมของประเทศเวเนซุเอลา

Jeremy Hunt
@Jeremy_Hunt
2/2 @jguaido is the right person to take Venezuela forward. If there are not fresh & fair elections announced within 8 days UK will recognise him as interim President to take forward the political process towards democracy. Time for a new start for the suffering ppl of Venezuela

แปล:Juan Guaidó เป็นบุคคลที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำที่จะขับเคลื่อนประเทศเวเนซุเอลา หากการเลือกตั้งที่ชอบธรรมไม่เกิดขึ้นภายใน 8 วันนี้ สหราชอาณาจักรจะยอมรับ Juan Guaidó ในฐานะประธานาธิบดีชั่วคราวผู้ขับเคลื่อนตามวิถีประชาธิปไตย

มีบทบาทสำคัญในวิกฤตินี้ และในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา นาย Maduro ได้ประกาศใช้ Petro ซึ่งเป็นคริปโตเคอเรนซีของรัฐ โดยกล่าวว่า ประเทศเวเนซุเอลาได้สร้างประวัติศาสตร์ โดย “ในวันนี้เป็นความก้าวหน้าของพวกเราในการใช้ petro ในฐานะสกุลเงินของประเทศและจะทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศนั้นกลับมา”

BoE กับเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นในการปฏิเสธคืนทองคำ
BoE เป็นหนึ่งในผู้รับฝากทองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และสมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน London Bullion Market Association (LBMA) เผยว่า ในเดือนมีนาคม 2560 มีทองอยู่ในลอนดอนประมาณ 7,500 ตัน เทียบเท่าทองแท่ง 596,000 แท่ง ซึ่งก่อนหน้านี้สาเหตุที่มีการปฏิเสธคืนทองคำเป็นเรื่องของการประกันภัย แต่ตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจของ BoE นั้นมาจากเหตุผลในทางการเมือง และในเดือนพฤศจิกายน Reuter รายงานคำพูดจากเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่งว่า

“มีการเตรียมแผนนี้เกือบสองเดือนเนื่องจากปัญหาด้านการประกันภัยทางทะเลต่อการขนย้ายทองคำจำนวนมาก”

นาย Ricardo Hausmann ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Harvard และนักวิจารณ์ Maduro ให้สัมภาษณ์กับสื่อตะวันตก Bloomberg ว่าสหราชอาณาจักรมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่คืนทองคำ โดยอ้างว่ากฎข้อแรกของการทำธุรกิจ คือ รัฐบาลต้องหยุดใช้ทรัพย์สินของคนในประเทศมาชำระหนี้เสียก่อน

การส่งทองคำกลับคืนสู่ประเทศผู้เป็นเจ้าของ
การส่งทองคำกลับสู่ประเทศผู้เป็นเจ้าของนั้นเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลของแต่ละเทศต้องการนำทองคำมาเก็บไว้ที่ประเทศของตนเอง และการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นเรื่อยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยมีชนวนมาจากความกลัวว่าจะถูกยึดทองคำ

นอกจากประเทศเวเนซุเอลาที่ขอทองคำคืนจาก BoE แล้ว ธนาคารกลางของประเทศเยอรมันยังเรียกร้องขอทองคำคืนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางฝรั่งเศสอีกด้วย และเมื่อปีที่ผ่านมาประเทศตุรกีก็ร่วมกับประเทศเยอรมันและประเทศฮังการีในการเป็นประเทศล่าสุดที่เรียกทองคำคืนอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

STO คืออะไร

STO คืออะไร ต่างจาก ICO อย่างไร และทำไมถึงเป็นอีกตัวเลือกที่น่าจับตามอง

STO คืออะไร หลังจากที่เราได้ยินคำว่า Initial Coin Offerings (ICO) มาได้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

STO คืออะไร ล่าสุดนั้นดูเหมือนว่าจะมีศัพท์ใหม่ที่ผู้คนในวงการ cryptocurrency หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่คุ้นหู ซึ่งนั่นก็คือ security token offering (STO) ฟังดูอาจจะคล้าย ๆ กับพี่ใหญ่ของมันที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาในวงการนี้ได้ไม่กี่ปีมาแล้ว คำถามที่ตามมาคือ แล้วมันต่างกันอย่างไรล่ะ

STO นั้นถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทรงพลังของ private equity และการระดมทุนโดยบริษัทด้าน venture capital “จากทั่วโลก” ซึ่งมันทรงพลังถึงขั้นที่ Polymath นั้นประมาณการณ์เอาไว้ว่า i99bet มันจะเติบโตถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกสองปี

แล้วมันต่างจาก ICO ที่เรารู้จักกันดีอย่างไรล่ะ? อย่างแรกเลยคือ ICO นั้นถูกเปิดขายโดยบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนจากมวลมหาชน ซึ่งผู้ที่ซื้อไปนั้นสามารถนำไปแลกเป็นสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อย่างเช่น Bitcoin หรือ ETH ได้ (ก่อนที่จะนำไปแลกคืนเป็นเงินสดได้) ซึ่งหากดู ๆ แล้วมันก็คงจะเหมือนการที่คุณซื้อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ แต่ทว่า…

คุณไม่ได้ซื้อหุ้นเลย

โดยปกติแล้ว ในทางกฎหมายนั้นถ้าหากว่าคุณซื้อหุ้นจากบริษัทแห่งหนึ่งไว้คุณจะได้สิทธิและพันธะในการเป็นผู้ถือหุ้น ยกตัวอย่างเช่นการออกเสียงในกลุ่มผู้ถือหุ้น และรวมถึงเงินปันผลอีกด้วย แต่เมื่อคุณซื้อเหรียญโทเค็นที่เป็น ICO คุณจะไม่ได้สิทธินั้น ๆ เลย แต่ทว่าในเหรียญ STO นั้น จะให้คุณได้ในทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น บวกกับความคล่องตัวของความเป็น Token ที่รันอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ของมัน

STO คืออะไร
ในการเข้าร่วมซื้อ Security Token Offering นั้นก็ไม่ต่างจากการเข้าซื้อ ICO เท่าไรนัก กล่าวคือคุณสามารถซื้อเหรียญ token ในช่วงที่มีการเปิดขาย และหลังจากนั้นคุณก็สามารถนำมันไปเทรดหรือถือไว้ได้ต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ securities token นั้นถือเป็นหลักทรัพย์ด้านการเงินจริง ๆ ดังนั้นเหรียญของคุณจึงถูกหนุนหลังไว้ด้วยสิ่งที่ถูกจับต้องได้เช่น สินทรัพย์, ผลกำไร หรือผลประกอบการของบริษัทนั้น ๆ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ ควรออก STO หรือไม่
สำหรับบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนนั้น แม้ว่า ICO ในไทยเพิ่งจะได้รับการอนุมัติด้านกฎเกณฑ์จาก ก.ล.ต. แล้ว แต่การระดมทุนผ่านช่องทางดังกล่าวในปัจจุบันนั้นนับว่าไม่ง่ายเหมือนปีที่แล้ว ไม่ว่าจะทั้งในแง่กฎหมายและสภาพตลาดในตอนนี้ แต่สำหรับ STO ที่ถือเป็นของใหม่นั้น นาย Jaron Lukasiewicz หรือ CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Influential Capital ได้ออกความเห็นว่าบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนผ่านช่องทางดังกล่าวควรที่จะคำนึงถึงปัจจัยหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

STO คืออะไร
บริษัทของคุณสามารถลงทุนใน STO ได้ก็ต่อเมื่อ:

ทำรายได้มากกว่า 329.7 ล้านบาทต่อปี
เป็นบริษัทที่มีอัตราเติบโตสูง
ประกอบธุรกิจทั่วโลก
ต้องการใช้ asset ที่สามารถส่งหากันได้
ให้ความสนใจในวิธีการระดมทุนที่สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าของคุณได้
ต้องการให้สภาพคล่องที่สูงสำหรับผู้ถือหุ้น
ก่อนที่เราจะพูดถึงสาเหตุที่ทำไม STO ถึงจะมาเป็นสิ่งที่นิยมในหมู่นักลงทุนและบริษัทที่ต้องการจะระดมทุนนั้น ลองมาสรุปกันอีกครั้งว่า STO คืออะไร และมันทำงานอย่างไร

หากจะให้สรุปง่าย ๆ นั้น Securities Token Offering ก็คือการเสนอขายหลักทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลชนิดหนึ่งคล้ายกับ ICO ที่มีคุณสมบัติในการส่งให้ใครก็ได้ผ่านเทคโนโลยี Blockchain เพื่อระดมทุนหาเงินเข้าบริษัทจากมวลมหาชน ผู้ที่ซื้อนั้นสามารถนำไปเทรดซื้อขายเก็งกำไรได้ เพียงแต่ว่าผู้ที่ถือหลักทรัพย์ดิจิทัลอย่าง STO จะได้สิทธิในการเป็นผู้ร่วมถือหุ้นในบริษัทตามกฎหมายทุกอย่าง ซึ่งต่างจาก ICO ที่ผู้ถือเหรียญโทเค็นนั้นจะได้แต่ถือเหรียญอย่างเดียวเท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com/…

เว็บเทรดเหรียญคริปโต อันดับสามของโลก OKEx ลิสต์เหรียญ Bitcoin

เว็บเทรดเหรียญคริปโต อันดับสามของโลก OKEx ลิสต์เหรียญ Bitcoin Cash และ XRP แล้ว

เว็บเทรดเหรียญคริปโต ชื่อดังนาม OKEx ได้ทำการลิสต์เหรียญ XRP และ Bitcoin Cash บนกระดานแลกเปลี่ยนแบบ customer-to-customer (C2C) อ้างอิงจาก press release

เว็บเทรดเหรียญคริปโต

เว็บ OKEx นั้นมีโวลลุ่มการซื้อขายรายวันอยู่ที่อันดับสามของโลก หากอ้างอิงจากเวลาในขณะนี้ โดยในตอนนี้ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายเหรียญ XRP และ BCH ด้วยสกุลเงินจริงอย่างเช่นเงินปอนด์ (GBP), เงินหยวน (CNY), เงินตง (VND), เงินรูเบิล (RUB) และเงินบาท (THB) บนเว็บเทรด C2C ของ OKEx

ก่อนหน้านี้สกุลเงินไทยบาทนั้นได้ถูกเพิ่มเข้ามาในระบบเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยในช่วงอัพเกรดล่าสุดนั้น ระบบการให้บริการอย่าง OKEx C2C จะยังคงเป็นไปด้วยปกติ อ้างอิงจากการประกาศ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถที่จะเลือกอัตราแลกเปลี่ยนและระบบการโอนเงินได้, รวมถึงสามารถซื้อหรือขายเหรียญคริปโตจากผู้ใช้งานรายอื่น ๆ ด้วยเงินจริงได้ โดยที่ไม่มีค่าธรรมเนียม

นอกจากนี้เหรียญใหม่ ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในระบบนั้นจะเข้ามารองรับการซื้อขาย Bitcoin (BTC), Tether (USDT), n Ethereum (ETH) และ Litecoin (LTC) อีกด้วย

ในขณะเดียวกัน ทาง OKEx ได้ออกมาประกาศ delist เหรียญคริปโตใหญ่ ๆ i99betสามเหรียญ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 25 นี้ นั่นก็คือเหรียญ NEO, QTUM และ Exchange Union

ก่อนหน้านี้ทาง OKEx ได้ทำการลิสต์เหรียญคริปโตใหม่สี่เหรียญบนตลาดตราสารอนุพันธ์ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถที่จะซื้อขาย Bitcoin SV, QTUM, DASH และ NEO ต่อ Bitcoin หรือ Tether บนระบบ โดยสามารถ leverage ได้สามเท่า

ส่วนเหรียญ XRP ที่เพิ่งจะถูกเพิ่มเข้าไปใหม่นั้น ได้สูญเสียตำแหน่งอันดับสองของโลกไปให้กับ Ethereum เมื่อช่วงกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานมานี้ CEO และตัวแทนของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น SBI Holdings ได้ออกมากล่าวสนับสนุนเหรียญดังกล่าวอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน Bitcoin Cash หรือเหรียญที่ถูก hard fork แยกออกมาจาก chain หลักของ Bitcoin เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2017 นั้นปัจจุบันอยู่ที่อันดับหกของโลก และเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะถูกลิสต์ขึ้นไปบนระบบผู้ให้บริการกระเป๋า Wallet ของ Coinbase

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://siamblockchain.com…

เจ้าของ Ethereum

เจ้าของ Ethereum นาย Vitalik เปิดเผยว่าเขาถือ ETH น้อยกว่า 10%

เจ้าของ Ethereum นาย Vitalik เปิดเผยว่าเขาถือ ETH น้อยกว่า 10% โดยอยู่ในเหรียญ BCH, BTC, DOGE, ZEC

เจ้าของ Ethereum นาย Vitalik Buterin เปิดเผยว่าเขาถือ ETH น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยอยู่ในเหรียญ BCH, BTC, DOGE, ZEC

เจ้าของ Ethereum

ถือไว้น้อย

เขากล่าวว่าเขายังถือ“ KNC, MKR, OMG, REP, มูลค่ารวมน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ กว่ามูลค่าของ ETH ของตัวเอง” นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ถือหุ้นใน Clearmatics และ Starkware

Clearmatics เป็น Startup เกี่ยวกับการพัฒนา “ยุคถัดไปของเครื่อง Clearing สำหรับตลาด OTC” ในขณะที่ Starkware เน้นการ “พัฒนา Full Proof Stack สำหรับโปรโตคอล STARK zero-knowledge”

นาย Vitalik กล่าวว่าเขาได้รับเงินเดือนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจาก Ethereum Foundation (EF) และยังได้รับอีกแต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนจาก “ที่ปรึกษาด้านโทเคน” อีกไม่กี่คน

นอกจากนี้เขายังมี Plasma Group, EthGlobal, EDCON โดยพลาสม่าเป็นวิธีการปรับ Scale Layer 2 แต่ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ส่วน EthGlobal เป็นผู้ที่คอยจัด hackathon ทั่วโลก ในขณะที่ Edcon เป็นหนึ่งในงานประชุมด้านคริปโตที่ดีที่สุดในปี 2018

ไม่ชัดเจนว่านาย Vitalik เป็นผู้ถือหุ้นของ StarkWare เมื่อมีการให้ทุนหรือไม่ แต่เขามี 350,000 ETH คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์

นั่นหมายความว่าเขามี BCH มูลค่าน้อยกว่า 5 ล้านดอลลาร์ใน Bitcoin, Dogecoin และ zcash และอีก 5 ล้านดอลลาร์ใน KNC, MKR, OMG และ Augur

นอกจากนี้เขาอาจมีอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์จากการขาย Ethereum ในเดือนธันวาคมปี 2017 ที่ผ่านมา แต่เขาเหลือ ETH อีกเท่าไรนั้นก็ยังไม่ชัดเจน

นาย Justin Drake นักพัฒนา ETH 2.0 อาจขึ้นแท่นแทนนาย Vitalik ก็เป็นเป็นได้และค่อนข้างชัดเจน โดยนาย Drake กล่าวว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโทเคนของเขาอยู่ในรูปของ ETH และเข้าจ่ายให้ EF ในรูปแบบ ETH เขา Leverge ETH โดยใช้ MakerDAO และเขากล่าวว่าเขาแทบจะเหลือ 0 ดอลลาร์ในสกุลเงิน Fiat แล้ว

สุดท้ายนาย Vitalik กล่าว “ฉันจะสนับสนุนผู้คนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือก Protocol อย่างถูกต้อง”

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://siamblockchain.com

เหรียญ XRP จะมีมูลค่าแซงหน้า Bitcoin กล่าวโดย CEO ของสถาบันการเงิน

เหรียญ XRP จะมีมูลค่าแซงหน้า Bitcoin กล่าวโดย CEO ของสถาบันการเงินระดับโลก SBI Holdings

เหรียญ XRP จะมีมูลค่าแซงหน้า Bitcoin กล่าวโดย CEO ของสถาบันการเงินระดับโลก SBI Holdings จากคำกล่าวของซีอีโอสถาบันการเงินที่มีรายได้มากกว่า 200 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฯ

เหรียญ

-SBI Holdings มีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ XRP ให้มี Market Cap มากกว่า BTC
-ซีอีโอของ SBI เชื่อว่า XRP ได้เปรียบกว่า Bitcoin เพราะมันไม่มีคุณค่าพื้นฐาน
-XRP ควรที่จะหาอะไรที่เป็นสิ่งดึงดูดนานาประเทศมากกว่า Bitcoin

ดูเหมือนว่าตลาดคริปโตในช่วงนี้มีชาว Ripple หัวรุนแรงเพิ่มมากขึ้นและมีเงินทุนหนาเสียด้วย นาย Yoshitaka Kitao ซีอีโอของ SBI Holdings (เป็นสถาบันการเงินสัญชาติญี่ปุ่นที่มีรายรับมากกว่า 200 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฯ) ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่จัดอยู่ในคนกลุ่มนี้ เขาต้องการที่จะทำให้เหรียญ XRP มี Market Cap สูงกว่า Bitcoin

นาย Kitao ได้กล่าวว่า “เนื่องจาก Bitcoin มีคุณค่าพื้นฐานคือศูนย์อีกทั้งยังมีมูลค่าตกลงจากจุดสูงสุดถึง 80% ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยมากในตลาดหุ้นหรือตลาดอื่น เมื่อนานมาแล้วมีคำกล่าวที่พูดถึงกฎของอัตราแลกเปลี่ยนของข้าวว่าแม้ราคามันจะตกแต่สุดท้ายแล้วมันจะหยุดอยู่ที่จุดจุดหนึ่ง แต่สำหรับ Bitcoin แล้วมันไม่ใช่ Bitcoin มีราคาตกลงเรื่อย ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เป็นเพราะว่า Bitcoin ไม่มีคุณค่าพื้นฐาน

“พูดตรง ๆ แล้ว Bitcoin ไม่มีมูลค่าดังนั้นการที่ Bitcoin จะถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติมากขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะประเด็นเรื่องราคาของมัน ดังนั้นผมจึงคิดว่า XRP เป็นเหรียญที่อยู่ในอันดับ 1 ของคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมด”

เขายังเห็นว่าหลาย ๆ บริษัทที่ให้บริการทางการเงินเริ่มใช้เทคโนโลยี XRapid มากยิ่งขึ้น บริษัทมากกว่า 200 แห่งใช้ RippleNet ทั้งสิ้น

กรณีการใช้งาน XRP vs. Bitcoin ที่ขาดกรณีการใช้งาน

ประเด็นที่นาย Kitao พูดถึงนั้นน่าสนใจตรงที่ว่าเขาคิดว่า Bitcoin ยังอยู่ในช่วงที่แสวงหากรณีการนำไปใช้จริง ในขณะที่เหรียญ XRP ได้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนเพราะความสะดวกรวดเร็วและมีราคาถูก

ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ความจริงแล้วมีการนำ BTC ไปใช้หลากหลายแง่มากกว่า XRP ทำให้ดูเหมือนว่ามันไม่มีการใช้ประโยชน์ เหรียญ BTC ไม่ได้ถูกนำมาใช้ชำระเงินข้ามประเทศอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังถูกนำไปใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงใช้สำหรับการเก็บเป็นเงินฝากด้วย

การใช้งานของ XRP มีขอบเขตที่ชัดเจนเพราะผู้ที่เป็นเจ้าของและดำเนินการคือนิติบุคคลที่มีความ Centralized และเป็นผู้กำหนดว่าการใช้งานของเหรียญควรจะเป็นเช่นไร แต่ Bitcoin ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของและมีความ Decentralized ดังนั้นทุกคนสามารถกำหนดได้ว่าการใช้งานของมันควรเป็นเช่นไร เช่น เป็นเงินฝาก สื่อกลางการแลกเปลี่ยน สินทรัพย์เพื่อเก็งกำไร การชำระเงินข้ามประเทศ เป็นต้น

ด้วยความที่ Bitcoin ไม่ได้มีอะไรบ่งบอกขอบเขตการใช้งานอย่างเป็นรูปธรรมอาจจะทำให้ Bitcoin ถูกมองในแง่ลบ แต่จริง ๆ แล้ว Bitcoin เป็นคริปโตเคอร์เรนซีที่ Decentralized อย่างแท้จริง และสามารถเชื่อถือได้ในแง่ที่ว่ามันให้ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่คริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกสร้างบนเครือข่าย Decentralized เท่านั้นที่จะทำได้

เหรียญ XRP อาจจะถูกนำมาใช้ในการชำระเงินข้ามประเทศก็จริง แต่ก็ยังคงขาดคุณสมบัติที่น่าดึงดูดสำหรับนานาประเทศ การที่ SBI Holdings มองว่าเหรียญ XRP จะมีมูลค่าสูงขึ้นกว่า Bitcoin นั้นเป็นอะไรที่ไม่น่าแปลกใจเพราะทางบริษัทลงทุนใน Ripple และ R3 ไปเยอะมากซึ่งทั้ง Ripple และ R3 เป็นบริษัทเทคโนโลยี Distributed Ledger ที่ใช้ XRP ในการทำธุรกรรมระหว่างคริปโตและสินทรัพย์ปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็น่าตื่นเต้นหากสถาบันการเงินขนาดใหญ่เช่นนี้จะสามารถทำให้เหรียญ XRP มีมูลค่าสูงแซงหน้า Bitcoin ได้จริง

Bitcoin ไม่ใช่ Ripple

แบรนด์ Bitcoin เป็นที่รู้จักมากกว่า XRP และนี่เป็นส่วนสำคัญเพราะ XRP มีความ Centralized หาก Ripple ต้องการที่จะแซงหน้า Bitcoin มันจำเป็นที่จะต้องสร้างอะไรบางอย่างที่เป็นสิ่งดึงดูดใจให้กับนานาประเทศนอกจากเป็นโซลูชั่นที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินการสำหรับสถาบันการเงินใหญ่ ๆ เพราะแม้ว่าโซลูชั่นของ XRP จะเข้ามาช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แต่ก็ยังคงเทียบคุณค่าของ Bitcoin ไม่ได้เพราะ Bitcoin ทำให้ทุกคนสามารถเป็นธนาคารด้วยตนเอง ตัดคนกลางออกไปทั้งหมด

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://siamblockchain.com

Rakuten

Rakuten หรือ E-commerce ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอาจรับเหรียญ Bitcoin

Rakuten หรือ E-commerce ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอาจรับเหรียญ Bitcoin ในเร็ว ๆ นี้

Rakuten หรือ E-commerce ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นซึ่งถูกเรียกว่าเป็น Amazon ของญี่ปุ่นนั้น ดูเหมือนว่ากำลังพิจารณายอมรับการชำระเงินด้วยคริปโต

Rakuten หรือ

รับคริปโต

อ้างอิงจากรายงานเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ประกาศการอัปเดตที่สำคัญของRakuten Pay ที่มีกำหนดเปิดตัวปลายเดือนหน้านั้นจะสามารถชำระเงินด้วยคริปโตได้

โดยการอัปเดตในครั้งนี้จะเป็น “Solution การชำระเงินทุกรูปแบบที่อยู่ในแพลตฟอร์มเดียว” ในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีรายงานว่าเว็บ Rakutenกำลังเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรเพื่อให้เว็บ Everybody หรือเว็บกระดานซื้อขายเหรียญ Cryptocurrency ที่พวกเขาเคยซื้อมานั้นกลายเป็นผู้ให้บริการด้านการประมวลผลการจ่ายเงินแทน

เว็บเทรด Everybody ถูกซื้อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 มูลค่า 2.4 ล้านดอลลาร์และถูกยกย่องว่าเป็นก้าวแรกสำหรับการชำระเงินด้วยคริปโตของทาง Rakuten การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นการยืนยันว่าRakutenยอมรับคริปโตนั่นเอง

นอกจากนี้รายงานยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการอัปเดตเกี่ยวกับบริการบัตรชำระเงินล่วงหน้า (Prepaid card) ของ บริษัท Rakuten Edy ซึ่งรวมถึงการใช้งานการสแกน QR Code สำหรับการชำระเงินซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่า รายงานผลประกอบการยังได้รับผลดีจากนักลงทุน Cryptocurrency อ้างอิงจากรายงาน Rakuten มีกำไรสุทธิมากขึ้นกว่า 28.4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018 โดยรวมทั้งหมดก็คือ 1.3 พันล้านดอลลาร์

ถึงแม้ต้นปี 2019 ราคา Bitcoin จะ Sideway ตลอดเวลา แต่ก็มีการยอมรับและใช้งานที่มากขึ้น ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมาก และถ้ารวมกับการที่ Rakute nยอมรับในตัว Crypto ในเดือนมีนาคมนี้นั้น มันจะทำให้อัตราการยอมรับนั้นมากขึ้นและจะให้เกิดผลดี

ถึงแม้ราคา Bitcoin ยังคงอ่อนตัว แต่อัตราการใช้ Crypto ยังคงมีแนวโน้มสูงตลอดเวลา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีรายงานว่า Tron Foundation (TRX) ได้ปรับปรุงการติดตามการบริจาคผ่านระบบ Blockchain นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ xRapid ที่ได้รับการสนับสนุนโดยใช้ XRP นั้น ได้รับการสนับสนุนจาก MasterCard และ Barclays นอกจากนี้ JPMorgan ยังทำ JPM Coin เพื่อมาใช้ในองค์กรอีกด้วย

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://siamblockchain.com

Ethereum กลับมาเป็นที่สองแทน XRP หลังจากที่ถูกแซงไปในช่วงหนึ่ง

Ethereum กลับมาเป็นที่สองแทน XRP หลังจากที่ถูกแซงไปในช่วงหนึ่ง ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาด

Ethereum กลับมาเป็นที่สองของมูลค่าตลาดโดยรวมของคริปโตแทน Ripple (XRP) เป็นที่เรียบร้อย โดยราคาของ Ethereum อยู่ที่ 119 ดอลลาร์

Ethereum

ในปี 2018 XRP ได้เป็นอันดับสองแซง Ethereum โดยเป็นที่สองครั้งแรก แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดก็คือเดือนมกราคมปี 2019 เมื่อตอนที่ราคา XRP สูงขึ้นเป็นระยะสั้น

ราคา XRP ขึ้นสูงตั้งแต่ต้นปี แต่มันเป็นการปันของชุมชนคริปโต และยังมีข้อกังขาที่ว่าการที่มูลค่าตลาดโดยรวมของ Ripple ที่สูงเนี่ยเนื่องจากทีม Ripple เป็นผู้ทำหรือเปล่า

ราคา Ethereum ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเวลานั้นสูงถึง 120 ดอลลาร์ก่อนที่จะลดลงมาเท่าในปัจจุบัน การที่มีราคาพุ่งสูงนั้นมาจากการอัปเกรดของ Constantinople ที่จะเปิดอัปเกรดตอนเดือนมกราคม แต่สุดท้ายก็ถูกเลื่อนออกไปจนถึงสิ้นเดือนกหุมภาพันธ์ หวังว่าการอัปเดตครั้งถัดไปจะทำให้ราคา Ethereum ดีขึ้นและครองตลาดโดยรวมของ Ethereum

อ้างอิงจากข้อมูล Datalight แสดงให้เห็นถึงว่ามีการสร้างบัญชีใหม่ในเครือข่าย Ethereum ทุกวันก็เลยทำให้สามารถกลับมาที่สองได้ ในขณะที่ราคา Bitcoin ยังคงเป็นที่หนึ่งโดยมีราคาที่ 3,621 ดอลลาร์ ในขณะที่เขียนบทความนี้นั่นเอง

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://siamblockchain.com

Binance Coin (BNB) โทเค็นที่ออกโดยแลกเปลี่ยน cryptocurrency ที่ใหญ่ที่สุด

Binance Coin (BNB) โทเค็นที่ออกโดยการแลกเปลี่ยน cryptocurrency ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยปริมาณการซื้อขาย Binance ได้ขยายกำไรล่าสุด

Binance Coin (BNB) โทเค็นที่ออกโดยการแลกเปลี่ยน cryptocurrency ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยปริมาณการซื้อขาย Binance ได้ขยายกำไรล่าสุดเพื่อตั้งค่าสูงสุดใหม่ในทุกเวลาในมูลค่าสกุลเงิน bitcoin

Binance Coin

ณ เวลากด BNB ซื้อขายที่ 0.002619 BTC ($ 9.60) แต่ก่อนหน้านี้มาถึง 0.002688 เวลา 10.00 UTC วันจันทร์ – ราคาสูงสุดของ cryptocurrency ในประวัติศาสตร์หนึ่งปีครึ่งตามข้อมูลจาก Binance

Binance เป็น บริษัท แรกที่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็น BNB สำหรับการซื้อขายในวันที่ 14 กรกฎาคม 2017 และโทเค็นได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเกือบ 9,600 เปอร์เซ็นต์จากราคาเริ่มต้นของการเสนอเหรียญ (ICO) ในเดือนธันวาคม 2560 ที่0.10 เหรียญ

ในเวลาเดียวกัน BNB ยังคงมีวิธีดำเนินการก่อนที่จะเข้าใกล้มูลค่าสูงสุดของ USD ทุกครั้ง ตัวเลขปัจจุบันแสดงถึงการลดลง 58% จาก USD สูงถึง 22.48 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 ข้อมูลจาก OnchainFX เปิดเผยเพิ่มเติม

ค่า BTC ที่สูงเป็นประวัติการณ์ของ BNB เกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาที่มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดังจะเห็นได้จากตารางด้านล่าง BNB มีประสิทธิภาพเหนือกว่าผู้นำตลาดและ bitcoin สกุลเงินดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดในโลกตลอด 90 วันที่ผ่านมารวมถึงการเพิ่มขึ้น 35% ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาเมื่อ bitcoin เพิ่มขึ้นเพียง 5 เปอร์เซ็นต์

การเจริญเติบโตล่าสุด BNB ได้เหวี่ยงมันจะกลายเป็น cryptocurrency ใหญ่ที่สุดที่ 10 ของโลกโดยมูลค่าตลาดซึ่งตอนนี้ลงทะเบียน 1330000000 $ ตามข้อมูลจากCoinmarketcap.com

แม้ว่า BNB อาจเป็น cryptocurrency ที่มีชื่อเสียงเท่านั้นที่สามารถสร้างสถิติใหม่ ๆ ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นนักแสดงที่ดีที่สุด

ข้อมูลจาก OnchainFX เผยให้เห็น cryptocurrencies สามรายการที่มีการเปิดเผย BNB ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมารวมถึง ARK, Dentacoin และ Theta Token ที่ได้กำไร 35%, 43 และ 43 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.coindesk.com