เจ้าของ Ethereum

เจ้าของ Ethereum นาย Vitalik เปิดเผยว่าเขาถือ ETH น้อยกว่า 10%

เจ้าของ Ethereum นาย Vitalik Buterin เปิดเผยว่าเขาถือ ETH น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยอยู่ในเหรียญ BCH, BTC, DOGE, ZEC

เจ้าของ Ethereum ถือไว้น้อย
เขากล่าวว่าเขายังถือ“ KNC, MKR, OMG, REP, มูลค่ารวมน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ กว่ามูลค่าของ ETH ของตัวเอง” นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ถือหุ้นใน Clearmatics และ Starkware

Clearmatics เป็น Startup เกี่ยวกับการพัฒนา “ยุคถัดไปของเครื่อง Clearing สำหรับตลาด OTC” ในขณะที่ Starkware เน้นการ “พัฒนา Full Proof Stack สำหรับโปรโตคอล STARK zero-knowledge”

นาย Vitalik กล่าวว่าเขาได้รับเงินเดือนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจาก Ethereum Foundation (EF) และยังได้รับอีกแต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนจาก “ที่ปรึกษาด้านโทเคน” อีกไม่กี่คน

นอกจากนี้เขายังมี Plasma Group, EthGlobal, EDCON โดยพลาสม่าเป็นวิธีการปรับ Scale Layer 2 แต่ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ส่วน EthGlobal เป็นผู้ที่คอยจัด hackathon ทั่วโลก ในขณะที่ Edcon เป็นหนึ่งในงานประชุมด้านคริปโตที่ดีที่สุดในปี 2018

ไม่ชัดเจนว่านาย Vitalik เป็นผู้ถือหุ้นของ StarkWare เมื่อมีการให้ทุนหรือไม่ แต่เขามี 350,000 ETH คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์

นั่นหมายความว่าเขามี BCH มูลค่าน้อยกว่า 5 ล้านดอลลาร์ใน Bitcoin, Dogecoin และ zcash และอีก 5 ล้านดอลลาร์ใน KNC, MKR, OMG และ Augur

เจ้าของ Ethereum

นอกจากนี้เขาอาจมีอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์จากการขาย Ethereum ในเดือนธันวาคมปี 2017 ที่ผ่านมา แต่เขาเหลือ ETH อีกเท่าไรนั้นก็ยังไม่ชัดเจน

นาย Justin Drake นักพัฒนา ETH 2.0 อาจขึ้นแท่นแทนนาย Vitalik ก็เป็นเป็นได้และค่อนข้างชัดเจน โดยนาย Drake กล่าวว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโทเคนของเขาอยู่ในรูปของ ETH และเข้าจ่ายให้ EF ในรูปแบบ ETH เขา Leverge ETH โดยใช้ MakerDAO และเขากล่าวว่าเขาแทบจะเหลือ 0 ดอลลาร์ในสกุลเงิน Fiat แล้ว

สุดท้ายนาย Vitalik กล่าว “ฉันจะสนับสนุนผู้คนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือก Protocol อย่างถูกต้อง”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum CEO ของเว็บเทรดคริปโตสัญชาติไทย Bitkub

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum ปัจจุบนเหรียญผู้ให้บริการด้าน smart contract และ token นั้นเริ่มที่จะมากขึ้นในตลาด

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum หากนับตั้งแต่ตอนที่ Ethereum นั้นถูกเปิดตัวขึ้นมาครั้งแรกเมื่อปี 2015 จนถึงในตอนนี้เราได้เห็นเหรียญ smart contract เกิดใหม่ขึ้นมามากมาย อย่างเช่น EOS, TRX, NEO, Quorum, Wanchain และอื่น ๆ อีกมากมาย และล่าสุดนั้นเราได้เห็นเหรียญ smart contract platform อีกตัวหนึ่ง ที่ทาง CEO ของเว็บกระดานแลกเปลี่ยนสัญชาติไทย Bitkub ต้องออกมากล่าวว่ามันดีกว่าเหรียญอันดับสองของโลก ซึ่งนั่นก็คือ IOST

โดยอ้างอิงจากการช่วยกล่าวแปลพรีเซ็นต์ของนายอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ หรือ CEO ของ Bitkub.com (Bitkub Online Co., Ltd) ในงานมีทอัพที่จัดร่วมกับ Dtac เขาได้กล่าวว่าเหรียญ IOST นั้นมีข้อจำเป็นทั้งหมดสามข้อ ที่หนึ่งในนั้น Ethereum ไม่มี สามข้อนั้นคือ ความปลอดภัย, ความเป็น decentralized และ การ Scalability (ความเร็ว) ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า

“โดย Ethereum ในปัจจุบันนั้นขาดข้อที่สามและนี่คือสิ่งที่ IOST เชื่อว่าทำได้ดีกว่าครับ”

เขาเสริมต่ออีกว่าสิ่งที่ IOST นั้นทำได้ดีก็คือ

IOST คือเป็นโปรเจคที่ตั้งเป้าที่จะบรรลุ 3 สิ่งหลักของบล็อกเชนซึ่งก็คือ security, decentralization และ scalability

โปรเจคนี้มี dapps และ เกมส์ที่น่าสนใจพร้อมที่จะเปิดให้ใช้งานเร็วๆนี้ซึ่งถือว่าเร็วมาก นั่นหมายความว่าแพลทฟอร์มนี้เป็นแพลทฟอร์มที่สร้างมารองรับ dapps ได้เป็นอย่างดีนักพัฒนาถึงได้เลือกใช้กัน

IOST นั้นมีระบบ staking ที่น่าสนใจและน่าดึงดูดเพราะให้ผลตอบแทนในการ stake ที่ดี

กระนั้น นายอรรถกฤต ก็ไม่ลืมว่าทุกอย่างนั้นไม่มีอะไรที่เพอเฟกต์ โดยเขาได้กล่าวถึงข้อเสียหลัก ๆ ของเหรียญ IOST ที่ยังมีอยู่ก็คือในด้านของตัวอัลกอริทึ่มที่มีชื่อว่า Proof of Believability เนื่องจากว่า “เป็นระบบที่ใหม่และยังต้องได้รับการพิสูจน์และทดสอบอีกมาก” ต่างจากตัว proof of work ที่อยู่กับ Bitcoin มาแล้วสิบปีกว่า แต่เขาก็ทิ้งท้ายไว้ว่า “Proof of Believability เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมาก”

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum
ปัจจุบันปัญหาการ scaling ในระบบ blockchain หรือปัญหาที่ระบบเครือข่ายไม่สามารถรองรับการใช้งานจำนวนมากได้ทันท่วงทีนั้นยังคงเป็นปัญหาหลัก ๆ ที่นักพัฒนาต่างก็ยังต้องปวดหัว เหมือนกับที่เราเห็นใน Ethereum ด้วยความที่ระบบ consensus นั้นมีความเป็น decentralization จึงทำให้ต้องใช้หลาย ๆ ฝ่ายในการยืนยันกันทำธุรกรรม ซึ่งจะต่างจากระบบ centralized ของธนาคาร ที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับธนาคารเพียงฝ่ายเดียว จึงทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้น้อยกว่า

Bitkub จับมือ IOST
นอกจากนี้นายอรรถกฤต ยังได้ประกาศความร่วมมือกับทาง IOST ว่าพวกเขาทั้งสองฝ่ายนั้นมีการ “ร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอ” พร้อมเผยว่าจะสร้างระบบ staking ดังกล่าวผ่าน exchange ได้ และ reward “จากการ stake นั้นจะเข้าสู่กระเป๋าของลูกค้าโดยอัตโนมัติ” อีกด้วย

“โปรเจค IOST เป็นโปรเจคที่มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจและมีโอกาศที่จะแซง Ethereum ได้หากระบบ Proof of Believability สามารถทำงานได้สมบูรณ์ ประกอบกับมีทีมที่แข็งแกร่งที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่สำเร็จมาก่อนหน้านี้แล้ว เราจึงอยากให้คนไทยได้สัมผัสกับโปรเจคที่มีพื้นฐานที่ดีๆนอกจาก Bitcoin และ Ethereum อย่าง IOST ครับ”

กล่าวโดยนายอรรถกฤต

การรุดหน้าสร้างการตลาดของ Bitkub กับ IOST นั้นดูเหมือนว่าจะมีการรุดหน้าไปมาก ดังที่เห็นได้จากการจัดมีทอัพที่ผ่านมา โดยพวกเขาได้มีการประกาศแจกเหรียญดังกล่าวให้กับผู้เข้าแบบฟรี ๆ จำนวน 500 IOST (100 บาท)

เหรียญ IOST นั้นเป็นเหรียญ smart contract ที่เคยเปิดระดมทุนไปเมื่อช่วงปลายปี 2017 ที่ผ่านมา โดยในขณะนั้นพวกเขาสามารถระดมทุนไปได้ถึง 35 ล้านดอลลาร์ โดยในขณะนั้นราคาของเหรียญดังกล่าว ณ การขาย ICO อยู่ที่ 0.007 ดอลลาร์เท่านั้น ทว่าหลังจากนั้นราคาก็ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เมื่อช่วงต้นปี 2018 ที่ราคา 0.12 ดอลลาร์ ก่อนที่จะร่วงลงมาจนมาอยู่ที่ 0.007650 ดอลลาร์ในปัจจุบัน

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum

ปัจจุบันเหรียญ IOST นั้นอยู่ในอันดับที่ 54 ของโลก โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 91.6 ล้านดอลลาร์ อ้างอิงจาก coinmarketcap ซึ่งหากเทียบกับเหรียญที่นายอรรถกฤตกล่าวว่าจะมาเอาชนะมันได้นั้น ก็ยังถือว่าห่างไกลอีกมาก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

ราคา Bitcoin 

ราคา Bitcoin จะพุ่งไปแตะ 20,000 ดอลก่อนเดือนมีนาคมปี 2021 โดยสองนักวิจัย

ราคา Bitcoin อ้างอิงจากนักวิจัยตลาดจาก Canaccord Genuity Capital Markets

ราคา Bitcoin ก็คือบริษัทด้านบริหารความมั่งคั่งตั้งอยู่ในเมืองแวนคูเวอร์ประเทศแคนาดา กล่าวว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่ 20,000 ดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ก่อนเดือนมีนาคม 2021

ราคา Bitcoin จะพุ่งกลับมาที่ 20,000 ดอลลาร์
นักวิจัยนาม Michael Graham และ Scott Suh ชี้ให้เห็นถึงลูกค้าของพวกเขาผ่านกราฟว่ามันมีความคล้ายคลึงกันในรูปแบบการเทรดในช่วงปี 2011-2015 และปี 2015-2019 และถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบนี้เหล่า HODLers อาจมีการ “เปลี่ยนแปลงโชคชะตา”

อย่างไรก็ตามพวกเราอาจต้องรอถึงมีนาคมปี 2021

“หากมองย้อนกลับไป ถ้าเทรนด์การเทรด Bitcoin ยังคงเป็นแนวโน้มเดียวกับปี 2011 ถึง 2017 นั่นหมายความว่า Bitcoin อยู่ในจุดต่ำสุดในตอนนี้แล้ว และในไม่ช้ามันจะกลับมาไปอยู่จุดสูงสุดที่ 20,000 ดอลลาร์อีกครั้งในเดือนมีนาคมปี 2021” นักวิจัยกล่าว

ราคา Bitcoin 

MarketWatch
@MarketWatch
This pattern suggests bitcoin could be en route to $20,000, in one chart https://on.mktw.net/2EwZsfr

นักวิจัยทั้งสองชี้ไปที่การปรับปรุงการ Scaling และการเติบโตของตลาดคริปโตในประเทศ และเป็นไปได้ว่าจะกลับมาแตะ 20,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

“แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา แต่เรามองเห็นว่าตัวเร่งทำปฎิกิริยาที่ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งก็คือสถาบันทางการเงินต่าง ๆ อย่าง Fidelity ที่เข้ามาโลดแล่นในอุตสาหกรรมคริปโตนั่นเอง”

เมื่อเดือนที่แล้วนาย Charlie Lee ผู้สร้าง Litecoin คาดว่า Bitcoin จะกลับมาในราคา 20,000 ดอลลาร์ภายในสามปีข้างหน้า

เห็นได้ชัดว่านาย Charlie Lee มีความสามารถพิเศษเมื่อพูดถึงการคาดการณ์ของราคา Bitcoin ย้อนกลับไปในปี 2017 ในเดือนธันวาคมนันเขาได้ขาย Bitcoin ไปหมดในช่วงราคา 20,000 ดอลลาร์ก่อนที่ราคาคริปโตจะล้มตายในปี 2018

John McAfee
@officialmcafee
People are waking up to the fact that Bitcoin will be $1,000 000. But when? “Someday”. “Maybe 5 years”. “WIthin a decade”. I’m the only one giving you a hard date: Dec 31st, 2020.https://www.chepicap.com/en/news/7612/-btc-years …”will-be-1-million-someday-says-jesse-lund-vp-of-blokchain-at-ibm.html

แต่บุคคลที่ทำนายราคา Bitcoin ได้แปลกกว่าใครคือนาย John McAfee ที่ทำนายว่าราคา Bitcoin จะไปแตะ 1,000,000 ดอลลาร์ในปี 2020

และก่อนหน้านี้นาย McAfee ได้ออกมากล่าวว่าถ้าหากเขาจะต้องแพ้พนันจริง ๆ นั้น เขาจะมา “ใช้โสเภณีในกรุงเทพ” ซึ่งการกล่าวของเขานั้นสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยบางส่วนอย่างมาก

“ถ้าหากว่ามันถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดแล้ว และผมแพ้พนันราคา Bitcoin (โปรดจำไว้ว่าผมจะกินไอ้น้องชายของตัวเอง ไม่ได้บอกว่าจะตัด อันนั้นสื่อเป็นคนเพิ่มเข้ามา) ผมอาจจะไปมอบหมายงานให้กับทีมโสเภณีในกรุงเทพถ่ายทอดสด โดยมีคำแนะนำให้ปฏิบัติงานอย่างช้า ๆ จนกระทั่งผมเสร็จ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

CEO ของ Twitte

CEO ของ Twitter Jack Dorsey กล่าว Whitepaper ของ Bitcoin ทำให้ผมหลงมัน

CEO ของ Twitter นาย Jack Dorsey กล่าวว่าเขารู้สึกหลงไหลใน Bitcoin หลังจากที่อ่าน Whitepaper ที่ “สวยงาม”

CEO ของ Twitter  นาย Dorsey ยังยืนยันถึงความเชื่อที่ว่า Bitcoin และ Blockchain กำลังนำไปสู่การปฎิวัติของเทคโนโลยีอีกครั้ง

CEO ของ Twitter ปลื้มใน Bitcoin

CEO ของ Twitte
นาย Dorsey หรือ CEO ของแอปฯ ชำระเงิน Square กล่าวใน Podcast ของ Marty Bent โดยนาย Bent ได้ทวิตรูปภาพที่กำลังทำการสัมภาษณ์นาย Dorsey และนาย Dorsey ก็ได้ทวิตข้อความนั้น

Whitepaper ของ Bitcoin เป็นการเขย่าโลกของผมเลย
ใน Podcast นาย Dorsey ได้กล่าวว่าเข้าได้เริ่มให้ความสนใจในคริปโต ในขณะที่เขากำลังเติบโตที่ St. Louis Missouri “เรามีวัฒนธรรมในปมู่แฮ็กเกอร์สุดแข็งขัน”

นาย Dorsey กล่าวว่า “วันหนึ่งเขาได้รับ Whitepaper จาก Satoshi Nakamoto ผู้ที่สร้าง Bitcoin นาย Dorsey กล่าวว่ามันเป็นคำอธิบายที่ยอดเยี่ยมสำหรับ Bitcoin มันทำให้เขาต้องตะลึง”

ความหลงใหลใน Bitcoin ในปี 2017
เขายังชอบ Bitcoin แต่ก็ยังไม่ลงไปซื้อมันจนถึงเดือนมกราคมปี 2017 เมื่อเขาเข้าร่วมกับอีเว้น Cash App hack Week เขาได้ร่วมทำงานกับนาย Mike Brock เพื่อทำกลไลเกี่ยวกับการชำระเงินด้วย Bitcoin

โดยเขาได้กล่าวว่า:

“ฉันอยากรู้ว่าเราสามารถเก็บ bitcoin ได้หรือไม่ จากนั้นผมก็เดินข้ามถนนและใช้ Apple Pay โดยนำ Bitcoin ที่เรามีไปซื้อกาแฟสักถ้วย สัปดาห์ต่อมาหลังจากนั้น ผมซื้อกาแฟได้ด้วย มันยอดเยี่ยมจริง ๆ”

Bitcoin จะเป็นสกุลเงินบนอินเทอร์เน็ต
ในระหว่างการสัมภาษณ์ใน Podcast ของนาย Joe Rogan นาย Dorsey ประกาศว่า:

“Bitcoin คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต พัฒนาบนอินเทอร์เน็ตและทดสอบบนอินเทอร์เน็ต มันเป็นอินเทอร์เน็ต”

เขายังกล่าวอีกว่า:

“เรากำลังเคลื่อนไปสู่โลกที่เมื่อมีการถูกสร้างนั้น มันก็จะอยู่ตลอดกาลและจะไม่ถูกควบคุมแบบ Centralized ทุกอย่างกลายเป็น Decentralized และในทุกวันนี้พวกเราก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป”

Dorsey: ผมต้องการให้มันเกิดขึ้น
นาย Dorsey กล่าวว่าเหตุผลที่เขาตัดสินใจรวม Bitcoin ไว้ใน Cash App ของ Square ก็เพราะเขาต้องการที่จะอยู่แถวหน้าของขบวนการจ่ายเงินดิจิทัล เขาต้องการปฏิวัติมัน:

“ฉันไม่ต้องการรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับฉันหรือกับเราในฐานะบริษัท ผมต้องการช่วยให้มันเกิดขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่การรับ Bitcoin และ Cryptocurrency เพิ่มมากขึ้นนั้นน่าสนใจสำหรับเรา นอกเหนือจากปัญญาประดิษฐ์แล้วไม่มีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อ Square มากกว่าคริปโต ดังนั้นเราควรมีความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่มันทำ และวิธีการที่ทำให้แน่ใจได้ว่าเราจะมีส่วนร่วมในสิ่งที่ดีของมัน”

ศักยภาพในอนาคต: ผมตื่นเต้นกับมันมาก

เมื่อเขาถูกถามว่าอะไรคือวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับสิ่งที่อินเทอร์เน็ตกำลังจะเกิดขึ้นนาย Dorsey กล่าวว่า:

“ลองนึกภาพดู เราเห็นได้ว่าศักยภาพของสกุลเงินทั่วโลกนั้น กำลังเติบโตมากขึ้น มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นแล้ว”

นาย Dorsey กล่าวว่า เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์มือถือ, Laptop และ Tablet ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก” สิ่งนี้จะเป็นจริงกับ Bitcoin, Blockchain และสกุลเงินดิจิทัล

นาย Dorsey เกือบอิจฉาเด็กยุคใหม่ ๆ ที่ต้องเผชิญกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยตั้งแต่เด็ก ๆ และได้ค้นพบศักยภาพที่ไม่มีขีดจำกัดของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562 อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว กราฟจาก Coindesk เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้ สภาวะปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้ สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้

ราคาเหรียญ Ethereum กำลังเพิ่มขึ้นก่อนการ Hard fork มะรืนนี้ อะไรคือสิ่งที่ควรรู้

ราคาเหรียญ Ethereumราคาและโวลลุ่มของ Ethereum กำลังผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ราคาเหรียญ Ethereum ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว

ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562

อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว

หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น

ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว

 ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562 อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว กราฟจาก Coindesk เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้ สภาวะปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้ สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้

กราฟจาก Coindesk

เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที

โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้

สภาวะปัจจุบัน

 ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562 อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว กราฟจาก Coindesk เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้ สภาวะปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้ สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้
ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน

คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง

แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้

สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว

ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

การลดลงของราคา Bitcoin

การลดลงของราคา Bitcoin ทำให้บุ๋มในมุมมองรั้นระยะสั้น

การลดลงของราคา Bitcoin (BTC) ทะลุวันจันทร์และแรงเทขายทำให้แรงขึ้นหากการสนับสนุนที่สำคัญใกล้กับ $ 3,650 ถูกละเมิด

การลดลงของราคา Bitcoin cryptocurrency ชั้นนำตามมูลค่าตลาดปัจจุบันซื้อขายที่ $ 3,700 บน Bitstamp ลดลงมากกว่าร้อยละ 3 ใน 24 ชั่วโมงโดยมีระดับต่ำสุดที่ 3,670 ดอลลาร์ในวันนี้

การลดลงของ Bitcoin เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 วันต่ำกว่า 3,700 ดอลลาร์ได้นำความเงางามของ“ doji หางยาว” ที่สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์การกลับตัวของหมีจะได้รับการยืนยันหากราคาดู UTC ใกล้ต่ำกว่า 3,658 ดอลลาร์ และสามารถให้ขายออกไปต่ำระดับล่าสุดใกล้ $ 3,300
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวหยาบคายต่ำกว่า $ 3,658 แต่อาจไม่เกิดขึ้นหรืออาจเป็นช่วงสั้น ๆ เนื่องจากดัชนีทางเทคนิคจำนวนหนึ่งในแผนภูมิรายสัปดาห์กำลังกะพริบสัญญาณเริ่มต้นของการพลิกกลับของขาขึ้น
ในด้านที่สูงกว่าการหยุดที่สูงกว่า $ 3,897 ซึ่งเป็นเทียนที่มีเงาสูงที่สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของคดีรั้น การปิด UTC เหนือระดับนั้นจะเปิดประตูเป็น $ 4,190 (สูงในเดือนกุมภาพันธ์)
Bitcoin (BTC) ทะลุวันจันทร์และแรงเทขายทำให้แรงขึ้นหากการสนับสนุนที่สำคัญใกล้กับ $ 3,650 ถูกละเมิด

cryptocurrency ชั้นนำตามมูลค่าตลาดปัจจุบันซื้อขายที่ $ 3,700 บน Bitstamp ลดลงมากกว่าร้อยละ 3 ใน 24 ชั่วโมงโดยมีระดับต่ำสุดที่ 3,670 ดอลลาร์ในวันนี้

โดยพื้นฐานแล้ว BTC ได้ฟื้นสภาพการขายออกจากระดับสูงสุดใกล้ระดับสูงสุดที่ 3,900 ดอลลาร์ในวันที่ 28 ก.พ. โดยมีระดับต่ำสุดในรอบ 6 วันต่ำกว่า 3,700 ดอลลาร์และแรงกดดันตลาดหมีจะเพิ่มขึ้นหากราคาได้รับแนวรับที่ 3,658 ดอลลาร์ นั่นจะทำให้มุมมองรั้นที่ทำให้เป็นโมฆะโดย“ doji หางยาว” ที่สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์

เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวชี้วัดระยะเวลาที่ยาวจะเรียกการย้ายกลับหัวกลับหาง ตัวอย่างเช่นกราฟฮิสโตแกรมค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่รายสัปดาห์ (MACD) ที่ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2561

ดังนั้นการลดลงต่ำกว่า $ 3,658 (doji หางยาวต่ำ) อาจเป็นช่วงสั้น ๆ เว้นแต่การวิเคราะห์ได้รับการสนับสนุนจากปริมาณการซื้อขายรายวันในระดับที่สูงกว่า 10.79 พันล้านดอลลาร์ล่าสุด

กราฟวันที่ 4.05.2019

การลดลงของราคา Bitcoin

ตามที่เห็นข้างต้นปัจจุบัน BTC กำลังตรวจสอบแนวรับที่ 3,683 ดอลลาร์ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแนวรับแนวต้านในอดีตที่ขอบด้านบนของรูปสามเหลี่ยมและค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน (MA)

UTC ปิดต่ำกว่า $ 3,658 (doji หางยาวต่ำ) จะให้ความสำคัญกับการกลับมาของเทียนที่มีปริมาณสูงนอกการกลับตัวของเทียนที่แกะสลักออกมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์และเปิดประตูสู่ระดับต่ำสุดในช่วงใกล้ $ 3,300

ในด้านที่สูงกว่าการเคลื่อนไหวสูงกว่า $ 3,897 (สูงของเทียนที่มีเงาบนยาว) จะเสริมสร้างกรณีรั้นและช่วยให้การชุมนุมถึง $ 4,190 (สูงกุมภาพันธ์)

สถานการณ์รั้นมีแนวโน้มที่จะได้รับความเอื้อเฟื้อจากสัญญาณที่เพิ่มขึ้นของความอ่อนล้าของผู้ขายในระยะเวลาที่ยาวนาน

แผนภูมิรายสัปดาห์

การลดลงของราคา Bitcoin
MA ห้าและ 10 เทียนในแผนภูมิรายสัปดาห์ได้ผลิตครอสโอเวอร์แบบรั้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2018

นอกจากนี้ดัชนีเงินไหลออกจากขอบด้านบนของรูปสามเหลี่ยมเพื่อตรวจสอบความแตกต่างของวัวที่
แกะสลักในเดือนธันวาคม กราฟฮิสโทแกรมของ MACD เป็นขาขึ้นในรอบ 12 เดือนตามที่ระบุไว้ก่อนหน้า

และสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดครอสโอเวอร์แบบหยาบคายของ MA 50 – และ 100 สัปดาห์ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การล้าหลังครั้งใหญ่เป็นการส่งสัญญาณความอ่อนล้าของผู้ขายตามที่กล่าวไว้เมื่อเดือนที่แล้ว

การเปิดเผยข้อมูล: ผู้เขียนไม่มีสินทรัพย์ cryptocurrency ในขณะที่เขียน

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เป็นรายการข่าวเพื่อแจ้งให้ผู้อ่านของเราทราบถึงเหตุการณ์และการพัฒนาต่าง ๆ ที่มีผลกระทบหรืออาจมีผลกระทบต่ออนาคตมูลค่าของ cryptocurrency ที่อธิบายไว้ข้างต้น ข้อมูลที่มีอยู่ในที่นี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้และไม่ได้ให้ข้อมูลเพียงพอที่จะสร้างพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจการลงทุนและคุณไม่ควรพึ่งพาข้อมูลนี้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้มีความถูกต้องเฉพาะ ณ วันที่และไม่ได้จัดทำโดยนักวิเคราะห์การวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอื่น ๆ คุณควรหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อดีและความเสี่ยงของการลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลใด ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือขายตราสารใด ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.coindesk.com

ราคาเหรียญ Ethereum

ราคาเหรียญ Ethereum กำลังเพิ่มขึ้นก่อนการ Hard fork มะรืนนี้ อะไรคือสิ่งที่ควรรู้

ราคาเหรียญ Ethereum กำลังผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนการ hard fork ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว

ราคาเหรียญ Ethereum ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562

อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว

หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น

ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว

ราคาเหรียญ Ethereum

กราฟจาก Coindesk

เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที

โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้

สภาวะปัจจุบัน

ราคาเหรียญ Ethereum
ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน

คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง

แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้

สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว

ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

ธนาคารช่วยในการฟอกเงิน

ธนาคารช่วยในการฟอกเงินเป็นจำนวนกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่า Bitcoin

ธนาคารช่วยในการฟอกเงิน จากที่เคยพูดกันติดปากมานักต่อนักว่า Bitcoin นั้นจะช่วยทำให้อาชญากรสามารถทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้อย่างง่ายดายนั้น

ธนาคารช่วยในการฟอกเงิน รายงานล่าสุดเผยว่าจำนวนเงินที่ถูกฟอกผ่าน Bitcoin นั้นหากถูกนำไปเทียบกับจำนวนธุรกรรมที่ถูกฟอกผ่านธนาคารระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปีจะพบว่ามันเป็นจำนวนขี้ผงเท่านั้น

โดยอ้างอิงจากรายงานของ United Nations Office on Drugs and Crime เผยว่ามีเงินมากกว่าระดับล้านล้านดอลลาร์ที่เป็นธุรกรรมผิดกฎหมายผ่านระบบการเงินของธนาคารในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งทางนิตยสาร Bloomberg ตั้งชื่อบทวิเคราะห์นี้ว่า “The Cost of Dirty Money” หรือราคาของเงินสกปรก ที่มีการพูดคุยถึงความซับซ้อนของโลกแห่งการฟอกเงิน, อย่างเช่นเครือข่ายธนาคาร, ค่าปรับ และโทษจำคุก

ซึ่งธนาคาร ‘ตัวร้าย’ ที่ทาง Bloomberg กล่าวถึงคือ

Citigroup
JPMorgan Chase
Wachovia
Liberty Reserve
PDVSA
Standard Chartered
HSBC
Danske Bank
ING
Deutsche Bank
Commerzbank
Teodoro Nguema Obiang Mangue, ลูกชายของประธานาธิบดีแห่งประเทศ Equatorial Guinea (และตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดี)
Bangladesh Hackers
1MDB
Commonwealth Bank of Australia
หนึ่งในคดีที่อื้อฉาวนั้นก็คือคดีแชร์ลูกโซ่ความเสียหายมูลค่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ของนาย Bernie Madoff ที่ทาง JPMorgan Chase ถูกปรับเป็นเงิน 2.05 พันล้านดอลลาร์ และรวมถึงการยักยอกยาเสพย์ติดของชาวเมกซิกันที่ได้ฟอกเงินไปแล้ว 3.78 แสนล้านดอลลาร์ผ่านระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ, เช็คเดินทาง และการทำธุรกรรมเงินสดผ่านธนาคาร Wachovia Bank ที่ถูกเปิดโปงแล้ว ซึ่งตัวอย่างข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นถึงมูลค่าของเงินที่ถูกฟอกผ่านระบบธนาคารแบบเก่า

ที่น่าสนใจคือในขณะนี้ธนาคาร Deutsche Bank ดูเหมือนว่ากำลังจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เมื่อนาย Stephen Wilken หรือหัวหน้าฝ่ายแผนกอาชญากรรมและป้องกันการฟอกเงินของธนาคารดังกล่าวต้องเข้าไปให้การกับรัฐสภายุโรป ภายหลังจากที่ทางธนาคารถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการฟอกเงินจำนวนมหาศาล ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารสัญชาติเดนมาร์ค Danske Bank โดยปัจจุบันธนาคารดังกล่าวกำลังถูกสืบสวนสอบสวนหลังจากถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคดีช่วยกันฟอกเงินมูลค่า 2.28 แสนล้านดอลลาร์ กับธนาคาร Deutsche Bank ตั้งแต่ปี 2007 จนถึง 2015

นาย Wilken กล่าวว่า

“มันไม่มีตัวเลือกธนาคารที่ปลอดภัยแล้ว”

Euractiv รายงานว่านาย Wilken กล่าวว่าทางธนาคาร Deutsche ได้ตัดความสัมพันธ์กับธนาคาร Danske เมื่อเดือนตุลาคมปี 2015 ที่ผ่านมา

ธนาคารช่วยในการฟอกเงิน

“สัญญาเหล่านี้มักจะจบลงเมื่อทางธนาคารมองเห็นการละเมิดสัญญา หรือการไร้ซึ่งความโปร่งใสในแง่การเปิดให้บริการ” เขากล่าว “ซึ่งทาง Danske Bank เป็นแบบที่กล่าวมาข้างต้น” ทว่านาย Wilken ปฏิเสธที่จะอธิบายว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยในระหว่างที่การสืบสวนกำลังมีขึ้น นาย Wilken ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดอื่น ๆ

ผู้สนับสนุน Bitcoin ส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า cryptocurrency นั้นมีศักยภาพที่จะกำจัดอาชญากรรมด้านการเงิน เนื่องจากว่ามันมีสมุดบัญชีสาธารณะที่ทำงานอยู่บน blockchain ที่โปร่งใส และมันไม่สามารถที่จะถูกแฮค, แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีการทำธุรกรรมไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางผู้สนับสนุน bitcoin ยังชี้ให้เห็นว่าการทำธุรกรรมออนไลน์ของ Bitcoin นั้นเคยถูกนำไปใช้ซื้อยาเสพย์ติดและอาวุธบนดาร์คเว็บที่มีชื่อว่า Silk Road ที่ถูกปิดตัวลงไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2011 ถึง 2013 ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ยังเคยรายงานไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนปี 2018 ที่ผ่านมาว่า Bitcoin นั้นถูกนำไปใช้ฟอกเงินไปแล้วด้วยจำนวนกว่า 9 ล้านดอลลาร์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

และนอกจากนี้ Wall Street Journal ยังได้กล่าวหาว่า Shapeshift หรือบริษัทด้านการแลกเปลี่ยนคริปโตนั้นมีส่วนร่วมในการฟอกเงิน แม้ว่านาย Erik Voorhees หรือ CEO ของบริษัทดังกล่าวจะไม่ได้ออกมาตอบโต้มากนักก็ตาม

ทว่าคดีความที่เกี่ยวข้อกับ crypto ที่รุนแรงที่สุดนั้นไม่ใช่การฟอกเงิน แต่เป็นการ hack เว็บผู้ให้บริการซื้อขายเหรียญคริปโต ที่สร้างความเสียหายไปแล้วว่า 1 พันล้านดอลลาร์

ในส่วนของความเป็นส่วนตัวนั้น การทำธุรกรรมผ่าน Bitcoin ดูเหมือนว่าจะไม่ได้หยิบยื่นความเป็นส่วนตัวได้เทียบเท่ากับเงินสด เนื่องจากว่าแต่ละธุรกรรมนั้นสามารถที่จะถูกตรวจย้อนขึ้นไปยังต้นทางผ่าน Blockchain ได้ ในขณะที่การทำธุรกรรมด้วยเงินสดนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตรวจว่าเคยผ่านมือของใครมาแล้วบ้าง

เมื่อเงินสดนั้นเข้าไปอยู่ในบัญชีปลายทาง ไม่ว่าจะผ่านทาง money order หรือการฝากตรง มันจะกลายเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับตำรวจในการตรวจว่าเงินเหล่านี้มีแหล่งที่มาจากไหน, มีใครเกี่ยวข้อง, หรือเงินในส่วนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อทำอะไร เป็นต้น

แต่กระนั้นแล้วในท้ายสุด หากไม่นับเรื่องคดีความอาชญากรรมด้านการเงินมูลค่าล้านล้านดอลลาร์นั้น ผู้คนก็ยังคงให้การสนับสนุนธนาคาร และยังคงใช้เงินสดกัน ส่วนอาชญากรและผู้ร้ายก็ยังคงมีตัวตนต่อไปในโลกนี้ และจะยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ และพวกเขาจะทำทุกวิถึทางจากตัวเลือกที่มีอยู่เพื่อให้พวกเขาบรรลุสิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, ธนาคาร และอื่น ๆ ซึ่งวังวนนี้จะยังคงมีต่อไป ไม่มีวันจบสิ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเหรียญ IOTA IOTA

บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเหรียญ IOTA หรือแพลตฟอร์มที่ไม่ได้ใช้ Blockchain

บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเหรียญ IOTA IOTA เป็น Distributed Ledger ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การติดต่อสื่อสารและการทำธุรกรรม

บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเหรียญ IOTA ในระบบนิเวศของเครื่องจักรกลกับ Internet of Things (IoT) ซึ่งลิสต์ด้านล่างต่อไปนี้จะเป็นลิสต์ของผู้ที่เข้าเป็นหุ้นส่วนกับ IOTA ที่ช่วยขับเคลื่อนคริปโตเคอร์เรนซีและบริษัทเหล่านี้ด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยี Tangle (ไม่ใช่ Blockchain) มาใช้

1. Microsoft

บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเหรียญ IOTA IOTA
IOTA ได้ออกมาประกาศในเดือนพฤศจิกายนเมื่อปี 2017 ว่ากำลังเปิดตัวตลาดข้อมูลสาธารณะ (public data marketplace) แห่งแรกของโลกบน Internet of Things (IoT) distributed ledger โดยร่วมมือกับ Microsoft

โดยมีแนวคิดคือการนำข้อมูลมาทำเงิน ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักอย่างเดียวของเศรษฐกิจแบบ IoT ผู้ถือหุ้นจะสามารถแชร์ข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและนำข้อมูลของพวกเขามาเป็นตัวทำเงินได้

“ข้อมูลใด ๆ ก็ตามสามารถ i99bet นำมาทำเงินได้หมด” นาย David Sonstebo ผู้ร่วมก่อตั้งของ IOTA กล่าว “ยกตัวอย่างเช่น สมมติคุณสถานีที่คอยตรวจวัดลม อุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ คุณสามารถขายข้อมูลเหล่านี้ให้กับนิติบุคคลที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ”

แต่ต่อมาในเดือนธันวาคมปี 2017 ทาง IOTA ได้ออกมาประกาศว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนอย่างเป็นทางการกับ Microsoft แล้ว

จากนั้นการดีเบตในเรื่องนี้ก็เริ่มลุกเป็นไฟเมื่อทางผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อคเชนของ Microsoft นาย Omkar Naik ได้ตอบกลับทางอีเมลล์ไปที่ IOTA ว่า:

“ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมมือกับ IOTA Foundation และมีความภาคภูมิใจที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มตลาดข้อมูลในครั้งนี้

เทคโนโลยีล้ำสมัยนี้จะช่วยทำให้โลกอัจฉริยะมีการเชื่อมต่อมากยิ่งขึ้นและล้ำหน้าบล็อคเชนที่จะเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งของนวัตกรรมในโซลูชั่นของโลกแห่งความเป็นจริงรวมถึงแอปพลิเคชั่นและตัวทดลองสำหรับลูกค้าของเราอีกด้วย”

จากประกาศในครั้งนี้ทำให้ราคาเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี MIOTA เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ กล่าวคือได้กำไร 500% จาก $1 เพิ่มขึ้นมามากกว่า $5 จากมูลค่าสูงสุดในเดือนธันวาคมปี 2017

แม้ว่าจะไม่มีการร่วมหุ้นส่วนอย่างเป็นทางการจากบริษัททั้งสองแห่งนี้ แต่ทั้งคู่ต่างก็ทำงานด้วยกันเพื่อเปิดตัวแอปพลิเคชั่นกับเครือข่าย Tangle ของ IOTA

2. Volkswagen
โลกของเครื่องยนต์ในตอนนี้เริ่มมีพัฒนาการมากขึ้นเรื่อย ๆ และ IOTA ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนานี้ เทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องมีคนขับเป็นแอปพลิเคชั่นของตลาดข้อมูลของ IOTA เพราะรถแต่ละคันทั่วโลกมีสภาพการขับขี่ที่แตกต่างกัน ข้อมูลเซนเซอร์ของ IOTA จึงสามารถนำเข้ามาเป็นฐานข้อมูลเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้าของผู้ผลิต

ดังนั้นหัวหน้าแผนกดิจิทัลของ Volkswagen นาย Johann Jungwirth จึงเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการผู้จัดการของ IOTA Foundation

การร่วมมือกันของทาง Volkswagen และ IOTA ได้ประกาศต่อสาธารณะชนเมื่อเดือนมกราคมปี 2018 โดยนาย Jungwirth จะเป็นหัวหน้าทีมของ Volkswagen ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลนี้มาใช้

ทาง Volkswagen ก็ได้เปิดตัวทดลองใช้เครือข่ายของ IOTA เพื่อเป็นตัวพิสูจน์นวัตกรรม

“Volkswagen และ @iotatoken จะพิสูจน์ตัวนวัตกรรมผ่านทาง #cebit18 เพื่อแสดงให้เห็นว่าการถ่ายโอนซอฟต์แวร์ผ่านทางอากาศไปสู่เครื่องยนต์นั้นเชื่อถือได้และปลอดภัยด้วยการใช้งาน #tangle ซึ่งเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี distributed ledger สามารถนำมาใช้งานได้ในอนาคต”

ทั้งนี้ Volkswagen group นั้นประกอบไปด้วยแบรนด์รถยนต์ทั้ง 12 แบรนด์ด้วยกันซึ่งรวมถึง Lamborghini, Porsche, Bentley, Audi & Bugatti

ในตอนนี้ทาง IOTA ก็กำลังร่วมมือกับ Porsche ในโปรเจ็ค Program 4 ที่ได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม Startup Autobahn ด้วยอีกแรง นอกจากนี้ทาง IOTA และ Porsche ก็จะร่วมทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัพอื่น ๆ ในการสร้างโปรแกรมที่บูรณาการในเรื่องของ smart mobility เข้ามาด้วย

“Startup Autobahn เป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่รวมบริษัทเทคโนโลยีกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของ Silicon Valley เข้ากับวิศวกรที่เก่งที่สุดของเยอรมัน” กล่าวในทวิตเตอร์ของ IOTA

3. DnB

บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเหรียญ IOTA IOTA
ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ทาง IOTA ได้ออกมาประกาศว่าทางบริษัทได้เซ็นต์สัญญากับบริษัททางการเงินที่ใหญ่ที่สุดของนอร์เวย์ DnB ซึ่งทาง DnB เองก็มีความสนใจในเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์คริปโตเป็นอย่างมากก่อนที่จะมีการร่วมมือกับทาง IOTA เสียอีก

การร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการเน้นไปที่การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและ collective cross-silo hackathons

“Internet of Things (IoT) และการติดต่อสื่อสารแบบ Machine to Machine (M2M) รวมถึงการชำระเงินสำหรับการบริการเล็ก ๆ เริ่มที่จะเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

เราคิดว่าการเข้ามามีส่วนร่วมกับเทคโนโลยี Distributed Ledger อย่าง IOTA จะทำให้เรามีประสบการณ์ที่มีค่ามากรวมถึงมีความรู้เกี่ยวกับโมเดลธุรกิจและกระแสรายได้ในอนาคต และทางเราก็รอคอยที่จะมีส่วนร่วมเข้าไปในโลกของ IOTA มากยิ่งขึ้น” หัวหน้าของด้านเทคโนโลยีของ DLT นาย Lasse Meholm กล่าว

4. BOSCH
Bosch เป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติเยอรมันซึ่งในตอนนี้เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์รถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด Bosch มองว่าเทคโนโลยี IOTA จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการนำการชำระเงินเล็กน้อยและข้อมูลเข้ามารวมกัน

ซึ่งทาง Bosch เองก็มีได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกของ IoT เป็นอย่างมากโดยคาดว่าจะมีอุปกรณ์กว่า 15.6 พันล้านชิ้นที่จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับ IoT ภายในปี 2020

เป้าหมายของเราคือเพื่อทำให้เทคโนโลยี Distributed Ledger มีการนำไปใช้เพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งภาคพื้นตะวันตกตอนกลางเพราะโมเดลธุรกิจและโซลูชั่น IoT เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ” กล่าวโดยนาย Dennis Boecker หัวหน้าฝ่าย IT ของ Bosch Innovation แห่ง Chicago Connectory

“IOTA และ Bosch ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการรวม Internet-of-Things เข้ากับเทคโนโลยี Distributed Ledger ของ IOTA มาตั้งแต่ปี 2015”

ผู้ก่อตั้งของ IOTA นาย David Sønstebø กล่าว “การร่วมมืออย่างเป็นทางการของเราคือเพื่อสำรวจการรวมเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้เข้าด้วยกันเพื่อนำไปใช้กับบริษัทของทั้งสองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดการใช้งานระบบนิเวศของ IoT ที่มีความปลอดภัยและเปิดสาธารณะ”

5. Fujitsu

บริษัทที่เป็นหุ้นส่วนกับเหรียญ IOTA IOTA
ในเดือนกันยายน ทาง IOTA Foundation ได้ร่วมมือกับทาง Fujitsu ผู้จัดหาและให้บริการผลิตภัณฑ์ IT ซึ่งทาง Fujitsu ก็ได้ออกมาประกาศถึงการร่วมมือกันดังกล่าวที่งาน Industrial Trade Fair ที่จัดขึ้นในวันที่ 23 เมษายนที่เมือง Hannover Messe ประเทศเยอรมัน

ภายในงานดังกล่าวทาง Fujitsu ได้จัดแสดงระบบที่ใช้ Tangle ที่ทางโรงงานสมาร์ท Fujitsu แห่ง Augsburg ได้นำมาใช้ โดยกล่วว่า IOTA เป็นมาตรฐานโปรโตคอลแบบใหม่ของการบริการและผลิตภัณฑ์ด้าน IT

ด้านนาย Rolf Werner หัวหน้าของ Fujitsu ในยุโรปตอนกลางได้กล่าวว่า Tangle สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงข้อห้ามเดิม ๆ ของเทคโนโลยี Distributed Ledger

“เทคโนโลยีใหม่นี้เป็นการใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า ให้บริการการทำธุรกรรมโดยไม่มีค่าธรรมเนียมและสเกลดีมากทำให้มันกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมของระบบ automated systems และเศรษฐกิจแบบ machine-to-machine” นาย Werner กล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์ 

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์: วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์ ราคาของ Bitcoin ยังคง Sideway อยู่ในกรอบ 3,750 – 3,630 ดอลลาร์

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์ ปัจจุบัน Bitcoin มี Market cap. อยู่ที่ประมาณ 63,872,983,847 ดอลลาร์ และ มูลค่ารวมของตลาด Cryptocurrency อยู่ที่ประมาณ 121,338,881,470 ดอลลาร์
ซึ่งตัวเลขมูลค่ารวมของตลาด และ มูลรวมของ Bitcoin ยังคงใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่แล้ว
โดยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ได้มีข่าวที่หลากหลายในวงการคริปโตเกิดขึ้นมากมาย เช่น

เว็บเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่ Bithumb ให้บริการการเทรดแบบ OTC เจาะกลุ่มนักลงทุนสถาบัน
ก.ล.ต. สหรัฐฯ นำเรื่อง Bitcoin ETF ของ NYSE Arca เข้าระบบแล้วอาจได้รับอนุมัติเร็ว ๆ นี้
จำนวนตู้ ATM Bitcoin ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์การตลาดชื่อดังกล่าว i99bet  “ผมค่อนข้างมั่นใจว่า Bitcoin ETF จะได้รับการอนุมัติ
สมาชิกรัฐสภาของยุโรปกล่าวถึงประโยชน์ของ Blockchain, Ripple และจุดยืนที่ดีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์ 
Time Frame 1D
ในสัปดาห์นี้ราคายังคง Sideway อยู่ในกรอบสามเหลี่ยม โดยมีแนวต้านของกรอบสามเหลี่ยมอยู่ที่ 3,900 ดอลลาร์ และมีแนวรับของกรอบสามเหลี่ยมอยู่ที่ 3,420 ดอลลาร์ โดยประมาณ และราคายังอยู่ต่ำกว่าเส้น EMA55 ที่ทำหน้าที่เป็นแนวต้านร่วมอยู่ที่ประมาณ 3,785 ดอลลาร์ นอกจากนี้การเคลื่อนตัวของราคายังคงอยู่ในรูปแบบของ Bearish Pennant ซึ่งเป็น Continue Pattern บ่งบอกถึงโอกาสในการปรับตัวลงไปต่อตามแนวโน้มเดิม

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์ 

Time Frame 4H
ในภาพรวมระยะสั้นราคายังคงพักตัวอยู่เหนือเส้น EMA ทั้งสามเส้น โดยเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบ Sideway โดยมีแนวต้านของกรอบอยู่ที่ 3,785 ดอลลาร์ และมีแนวรับของกรอบอยู่ที่ 3,585 ดอลลาร์
และมีเส้น EMA200 คอยพยุงราคาไว้ที่ประมาณ 3,650 ดอลลาร์ นอกจากนี้เส้น EMA55 ได้ตัดขึ้นมาเหนือเส้น EMA100 และมีแนวโน้มที่จะตัดขึ้นไปเหนือเส้น EMA200 ซึ่งบ่งบอกว่าในระยะสั้นราคามีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านของกรอบ Sideway ที่ประมาณ 3,785 ดอลลาร์

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์ 

Time Frame 1W
ภาพรวมในระยะยาวยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญให้เห็น ราคายังคงในรูปแบบของ Bearish Pennant ซึ่งมีผลครอบคลุมในภาพรวมระยะกลาง (TF 1D) และยังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น EMA200 ที่ทำหน้าที่เป็นแนวต้านร่วมอยู่ที่ประมาณ 4,145 ดอลลาร์ ซึ่งจากภาพรวมทั้งหมดยังบ่งบอกได้ว่า โอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงไปต่อในระยะยาวนั้นยังคงมีมากกว่าที่จะกลับตัวขึ้นไป

วิเคราะห์ราคา Bitcoin ประจำสัปดาห์ 
Indicator Signal Time Frame 1W
จากภาพรวมของ Indicator ในระยะยาวยังคงบ่งบอกถึง Bearish Momentum

และยังไม่มีสัญญานที่บ่งบอกถึงการกลับตัวใดๆ ใน TF อื่นๆ จาก MACD และ RSI

ความเดิมสัปดาห์ที่แล้ว
จากการคาดการณ์สัปดาห์ที่แล้ว อิงจากมุมมองขาขึ้น :

(TF 4H) ในระยะสั้นราคามีโอกาสที่จะเคลื่อนตัว Sideway อยู่ในช่วงระหว่าง 3,570 – 3,780 ดอลลาร์ โดยประมาณ

(TF 1D) ในระยะกลางมีเส้น EMA55 ทำหน้าที่เป็นแนวต้านร่วมอยู่ที่ 3,814 ดอลลาร์ และมีโอกาสเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบสามเหลี่ยม โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 3,900 ดอลลาร์ และมีแนวรับอยู่ที่ 3,420 ดอลลาร์ โดยประมาณ

(TF 1W) ในระยะยาว ยังไม่เกิดสัญญาณกลับตัวใดๆเกิดขึ้นในตอนนี้

ซึ่งในสัปดาห์นี้ราคาได้ Sideway โดยมีช่วงสวิงของราคาอยู่ที่ประมาณ 3,753 – 3,631 ดอลลาร์ ใน TF 4H และยังคงอยู่ต่ำกว่าเส้น EMA55 ที่ทำหน้าที่เป็นแนวต้านร่วมใน TF 1D

การคาดการณ์
มุมมองขาขึ้น :

(TF 4H) ในระยะสั้น ราคายังคงยืนเหนือเส้น EMA200 และมีแนวโน้มที่เส้น EMA55 จะตัดขึ้นมาเหนือเส้น EMA200 บ่งบอกว่าราคามีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านของกรอบ Sideway ที่ประมาณ 3,785 ดอลลาร์ ในระยะใกล้นี้ หากเบรคขึ้นไปเหนือกรอบ Sideway ได้ก็มีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบแนวต้านของกรอบสามเหลี่ยมใน TF 1D

(TF 1D) ในระยะกลางราคายังคงเคลื่อนตัวอยู่ในรูปแบบของ Bearish Penant โดยยังคงมีโอกาสเคลื่อนตัว Sideway อยู่ในกรอบสามเหลี่ยมซึ่งมีแนวต้านอยู่ที่ 3,900 ดอลลาร์ และมีแนวรับอยู่ที่ 3,420 ดอลลาร์ โดยประมาณ นอกจากนี้ยังมีเส้น EMA55 ทำหน้าที่เป็นแนวต้านร่วมอยู่ที่ 3,785 ดอลลาร์ โดยประมาณ

(TF 1W) ในระยะยาว ยังไม่เกิดสัญญาณกลับตัวใดๆให้เห็นในขณะนี้

มุมมองขาลง :

ถึงแม้ราคาจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านในระยะสั้น แต่ภาพรวมในระยะกลางและระยะยาวนั้นยังคงบ่งบอกถึง การพักตัวเพื่อลงไปต่อตามแนวโน้มเดิมของราคา โดยหากราคาปรับตัวลงไปต่ำกว่ากรอบสามเหลี่ยมใน TF 1D ก็มีโอกาสที่จะลงไปทดสอบจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่ประมาณ 3,215 ดอลลาร์ อีกครั้ง

หมายเหตุ : การลงทุนในตัวเหรียญ Cryptocurrency มีความเสี่ยงสูงมาก ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนทำการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ทางสยามบล็อคเชน จะไม่รับผิดชอบในความสูญเสียใดๆในทุกกรณี

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…