ช่องโหว่

“แฮ็คเกอร์” ขโมยเงินใน DeFi กว่า 11 ล้านบาทของ Opyn

นักแฮ็คใช้ ช่องโหว่ ในสัญญา ETH Put contract ของ Opyn และก็กวาดเงินไปกว่า $ 370,000 หรือราวๆ 11 ล้านบาท

หนึ่งในสมาชิกของชุมชนคริปโตทวีตเตอร์ ผู้ใช้นามแฝงว่า @DegenSpartan ได้เผยเรื่องราวของการขโมยนี้ในวันที่ 4 ส.ค.2020ว่า นักแฮ็คได้ใช้ Flash loan (โปรโตคอลการกู้ยืมแบบไม่ต้องค้ำประกัน) เพื่อเข้าซื้อ Ethereum Put oTokens (oETH) จาก Uniswap แล้วหลังจากนั้นรายงานระบุพวกเขาว่าได้เลือกโทเค็น ERC20 – ในกรณีนี้เป็น USD Coin (USDC) เพื่อเป็นหลักทรัพย์ประกันสำหรับเพื่อการซื้อขายสัญญา Options

 ช่องโหว่

รายงานบอกว่าพบการโอนเงินซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการ “ขโมย” หลักทรัพย์ประกันของฝั่งผู้ขายสัญญา Options อ้างอิงข้อมูลจากบันทึกบนบล็อคเชน นักแฮ็คได้รับอีกทั้งเงินฝากเป็นเหรียญ Ethereum (ETH) และก็สัญญา Options ของ USDC

อ้างอิงจากบล็อกโพสต์ของ Opyn ในวันที่ 4 สิงหาคม แพลตฟอร์มได้ประเมินความสูญเสียจากการโจมตีเป็นจำนวนทั้งหมด 371,260 USDC แต่กล่าวด้วยว่าจำนวนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

“การใช้ช่องโหว่ในครั้งนี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถ ‘ใช้สิทธิได้ซ้ำซ้อน’ และขโมยหลักททรัพย์ประกันที่โพสต์โดยผู้ขายสัญญา Options บางราย”

ลบสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว
เมื่อทาง Opyn ทราบว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น ภายในวันเดียวนั่นพวกเขาก็ได้ประกาศข้อความบน Twitter ว่าได้มีการลบสภาพคล่องออกจาก Uniswap ในช่วงระหว่างที่มีการตรวจส

ความพยายามที่จะอุดช่องโหว่นี้ดำเนินต่อไป Opyn สามารถกู้คืนหลักประกันกลับมาได้ 439,170 USDC จาก vaults ที่ถูกใช้โดยนักแฮ็คฝ่ายดีและส่งคืนไปให้กับฝั่งผู้ขายสัญญา Put Options อย่างไรก็ดีผู้ใช้บางคนยังคงอารมณ์เสียและหงุดหงิดสำหรับการสูญเสียและความล่าช้าที่เกิดขึ้น :

 ช่องโหว่

ตามคำพูดของนาง Alexis Gauba ผู้ร่วมก่อตั้ง Opyn ในแชทการสนทนาบน Discord แพลตฟอร์มได้เสนอที่จะซื้อ ETH Put oTokens ใด ๆ “ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด” ซึ่งเธอกล่าวว่าสูงกว่าราคาที่ขายกันในเว็ปเทรด Deribit ถึง 20%

“ข้อเสนอนี้ใช้ได้เฉพาะกับโทเค็นที่ซื้อมาก่อนวันนี้” นาง Gauba กล่าว การอัปเดตล่าสุดที่เธอโพสต์ระบุว่า Opyn กำลังดำเนินตามแผน “เพื่อลดผลกระทบสำหรับ ETH put ที่เกิดขึ้นกับผู้ขาย”

 

ช่องโหว่

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม Ethereum พุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จำนวนมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกล็อคไว้อยู่บน decentralized finance ( DeFi ) ได้พุ่งทะลุ 4,000 ล้านดอลลาร์แล้ว มีผลทำให้ ค่าธรรมเนียม สำหรับในการทำธุรกรรมบนเครือข่ายของ Ethereum พุ่งแตะระดับที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนในรอบ 3 ปี

ข้อมูลที่ได้รับมาจากเว็บด้านการวิเคราะห์ บล็อกเชน Glassnode ได้เปิดเผยว่า

“จำนวนค่าธรรมเนียมที่ถูกใจให้กับนักขุดทั้งหมดดูเหมือนว่าจะมากกว่าของในช่วงปี 2017 เสียอีก ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 22.2% ของรายได้ของนักขุด ETH นั้นมาจากค่าธรรมเนียม”

ค่าธรรมเนียม

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าธรรมเนียมของเหรียญดังกล่าวสูงขึ้นนั้นดูเหมือนจะมาจากความต้องการในตลาดของ DeFi เมื่อมีผู้ใช้เข้ามาใช้บริการระบบดังกล่าวมากขึ้นขอส่งผลทำให้พวกเขาต้องแห่กันจ่ายค่าธรรมเนียมมากขึ้น และค่าธรรมเนียมที่มากขึ้นก็หมายถึงการที่ผู้คนยอมจ่ายค่าธรรมเนียมเยอะๆเพื่อให้ธุรกรรมของพวกเขาไปถึงที่หมายได้รวดเร็วขึ้น

DeFi ส่งผลทำให้ค่าธรรมเนียมของเครือข่าย Ethereum พุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลจาก Ycharts แสดงให้เห็นถึงอัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยบนเครือข่ายของ Ethereum ที่เพิ่มไปแตะ 1.59 ดอลลาร์ แต่ในบางครั้งมันก็พุ่งไปแตะ 5 ดอลลาร์หรือ 15 ดอลลาร์เลยทีเดียว

ค่าธรรมเนียม

นักเทรดไม่ประสงค์จะเอ่ยนามรายหนึ่งได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมที่พุ่งสูงขึ้นดังกล่าวว่า

“ค่าธรรมเนียม eth พุ่งแตะ 15.5 ดอลลาร์แล้วจากระดับ 10 ดอลลาร์เมื่อวานนี้ นี่มันเหมือนกับแฟลตฟอร์ม crypto kitties แต่ว่าถูกฉีดสเตียรอยด์เลยนะเนี่ย สิ่งที่ผมต้องการจะทำในตอนนี้ก็แค่ฟาร์มเศษขนมปังเล็กน้อยเท่านั้น (เปรียบเปรยการทำ yield farming บน DeFi ที่มีรายได้อันน้อยนิดเนื่องจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมมาก)”

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่เครือข่ายมีผู้ใช้งานที่สูงมากส่งผลทำให้หลายๆคนต้องการที่จะให้ธุรกรรมของเขาไปถึงที่มาอย่างรวดเร็วและการจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นก็ทำให้มันเป็นเช่นนั้น และยิ่งมีคนที่ทำแบบนั้นมากก็ยิ่งส่งผลทำให้อัตราค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นตาม

ปัจจุบันเครือข่ายบล็อกเชนของ Ethereum สามารถที่จะประมวลผลธุรกรรมได้ประมาณ 24 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้น โดยธุรกรรมที่ถูกประมวลผลจาก mempool จะถูกเลือกโดยนักขุด และนักขุดจะเลือกประมวลผลธุรกรรมเหล่านั้นตามค่าธรรมเนียมที่จ่าย กล่าวคือยิ่งจ่ายค่าธรรมเนียมเยอะธุรกรรมก็ยิ่งไปถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามโมเดล proof of work ดังกล่าวนั้นกำลังที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นโมเดลใหม่ที่เรียกว่า proof or stake โดยนักขุดนั้นจะไม่สามารถพูดได้อีกต่อไปแต่จะเกิดการประมวลผลธุรกรรมแบบใหม่ที่เรียกว่าการ staking แทน โดยจุดประสงค์หลักๆของทางกลุ่มนักพัฒนานั้นก็เพื่อแก้ไขปัญหาการติดขัดในเครือข่ายดังกล่าวนี้

นอกจากนี้พวกเขายังเตรียมสร้างระบบที่เรียกว่าการทำ sharing ที่เคยว่าจะสามารถช่วยประมวลผลธุรกรรมต่อวินาทีได้มากกว่านี้อีกมากซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไป

เว็ปเทรดคริปโต

Coinbase ประกาศเตรียมสำรวจ เหรียญคนไทย Band Protocol

เมื่อเร็วๆนี้ เว็ปเทรดคริปโต ระดับนานาชาติ Coinbase มีการประกาศว่า พวกเขากำลังจัดเตรียมสำรวจทรัพย์สินใหม่ๆเพื่อเพิ่มเข้ามาในแพลตฟอร์มซื้อขาย

อ้างอิงจากโพสต์บล็อกของ Coinbase เว็ปเทรดคริปโตที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ ฯ กำลังตั้งใจจริงให้การส่งเสริมสินทรัพย์ที่เป็นไปตามมาตรฐานด้านเทคนิคแล้วก็ทำตามกฎหมายข้อบังคับ

โดย Coinbase กล่าวว่าเมื่อเวลาผ่านไปลูกค้าทั่วทั้งโลกจะสามารถเข้าถึง “อย่างน้อย 90% ของมูลค่าตลาดโดยรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ”

นี่คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

” Ampleforth, Band Protocol, Balancer, Blockstack, Curve, Fetch.ai, Flexacoin, Helium, Hedera Hashgraph, Kava, Melon, Ocean Protocol , Paxos Gold, Reserve Rights , tBTC, The Graph, THETA, UMA และ WBTC”

Coinbase ชี้ให้เห็นว่ามันไม่สามารถ “รับประกันได้ว่าสินทรัพย์ที่ระบุไว้ข้างต้นนี้จะถูกลิสต์อยู่บนผลิตภัณฑ์ของ Coinbase หรือเขตอำนาจศาลใด ๆ”

ในวันที่ 10 มิถุนายน 2020 Coinbase กล่าวว่า บริษัทกำลังสำรวจความคิดในการลิสเหรียญคริปโต Defi มากกว่าหนึ่งรายการขึ้นไป

“Aave, Aragon, Arweave, Bancor, COMP, DigiByte, Horizen, Livepeer, NuCypher, Numeraire, KEEP Network, Origin Protocol, Ren, Render Token, Siacoin, SKALE Network, Synthetix, และ VeChain”

Shelley

อัประบบของ Cardano Shelley ใหม่ ภายใน 24 ชั่วโมง มีผู้เข้าร่วม Staking 481 ราย

การอัปเกรดระบบของ Cardano Shelley เติบโตขึ้นอย่างเร็ว มี Pool เข้ามาร่วมระบบด้วยหลายร้อยภายใน 24 ชั่วโมงหลังปล่อยตัวในวันที่ 29 ก.ค.2020 ผู้ใช้งานสามารถนำเหรียญ ADA ของตนเองมาร่วม Pool รับรางวัลจากการ Staking ได้

ภายหลังที่เปิดตัว Shelly ขึ้นมามี Pool ที่เข้ามาร่วมด้วย 481 ราย แต่ว่าในเวลานี้ลดลงมาเล็กน้อยมี active stake pool อยู่ที่ 416 ราย

ระบบทดสอบนี้มีประโยชน์ตรงที่ว่ามันจะสามารถเอามาคาดการณ์ได้ว่าอนาคตจะมีผู้เข้าร่วมรันโหนดบนเครือข่ายราวๆมากแค่ไหน ในวันที่ 22 มิ.ย. 2020มี pool เข้ามาลงทะเบียนราวๆ 1061 รวมทั้งมี active pool อยู่ที่ 986 มูลค่าเหรียญที่ถูกเอามา stake อยู่ที่ 12.9 พันล้าน ADA หรือ 2.4 พันล้านดอลลาร์

ดูเหมือนกับว่า pool อื่นอีก 500 รายจะย้ายจากระบบ testnet เดิมมาสู่ระบบ mainnet ในอีกไม่นาน อีกอย่างหนึ่งเป็นระบบ mainnet มีพื้นที่ให้ผู้ใช้งานร่วม pool รวมทั้งทำการ stake ได้มากกว่า

ส่วนรางวัลจากการ stake ยังมิได้มีการจ่าย คาดว่าขณะนี้ผู้ใช้งานคงจะได้ผลตอบแทนราวๆ 5.1% ต่อปี Cardano ราวๆผลตอบแทนไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ราวๆ 4.6%

จุดมุ่งหมายของ Cardano คือการกระจายศูนย์อำนาจ
นาย Charles Hoskinson ซีอีโอของ IOHK พูดว่าความกระจายศูนย์อำนาจ (Decentralization) คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ IOHK ตั้งใจทำตลอดมา Cardano ต้องการทำระบบให้มีความ Decentralization สูงที่สุด ผลักดันให้ชุมชนกระจายความมั่งคั่งไปยัง stake pool ต่างๆ

ด้าน IOHK ก็ตั้งข้อสังเกตว่า Blockchain ที่จะจะต้องใช้ระบบขุดมิได้มีความ Decentralization มากพอ อย่าง Bitcoin หรือ Litecoin นักขุดก็เข้าร่วม mining pool อยู่ไม่กี่แห่ง

Shelley

ปัจจุบันนี้บางครั้งอาจจะยังเทียบไม่ได้ว่าระบบ Stake หรือระบบการขุดดีมากยิ่งกว่ากัน ซึ่งบางทีอาจจะต้องคอยระบบเติบโตไปสักระยะหนึ่งก่อน

 

Cardano Shelley…

เหรียญคริปโตชื่อดัง

เหรียญ Cardano เปิดตัวเครือข่าย Shelly mainnet อย่างเป็นทางการ

เหรียญคริปโตชื่อดัง อย่าง Cardano ได้กระทำการเปิดตัวเครือข่าย Shelly mainnet อย่างเป็นทางการแล้วโดยผู้ใช้งานสามารถทำ stake reward โดยใช้เหรียญ ADA ได้

การเปิดตัวดังกล่าวนั้นมีขึ้นเมื่อโดยประมาณช่วงวันที่ 30 ก.ค.ปี 2020 เวลาราวๆ 4:50 น นอกนั้นเหตุดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการ hard fork เครือข่ายของ Cardano เพื่อกระทำการอัพเกรดบล็อกเชนอีกด้วย

ตอนนี้ Cardano เปิดให้คุณสามารถทำการ stake เหรียญ ADA ได้ 2 ลักษณะ โดยผู้ใช้งานที่มีความรู้และความเข้าใจมากก็สามารถที่จะเปิด pool เพื่อกระทำการ stake เหรียญเองได้ โดยจำเป็นต้องมีการจัดแจงทางด้าน technical และก็ต้องให้มั่นใจว่าเครื่องที่เปิดนั้นมี uptime อยู่เสมอเวลา ในเวลาเดียวกันผู้ใช้งานหน้าใหม่ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคเข้าก็สามารถนำเหรียญ ADA กลุ่มนี้ไปวางไว้ภายใน pool ที่ผู้คนสร้างเพื่อทำการกินดอกเบี้ย

ทาง Cardano กล่าวว่าผู้ทำการ stake จะสามารถเอาดอกเบี้ยโดยประมาณ 4.63 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี แต่ว่าเรทดังกล่าวสามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นกับปริมาณของคนที่เข้ามาใช้บริการ ยิ่งไปกว่านี้คนที่เข้ามากระทำการ stake ในช่วงวันที่ 29 ก.ค.-3 ส.ค.2020 ก็จะได้รับการจ่ายเงินเงินปันผลราวๆวันที่ 18 ส.ค.2020 โดยการจ่ายรางวัลนั้นจะถูกคำนวณเป็นรอบๆตามรูปภาพด้านล่างนี้

เหรียญคริปโตชื่อดัง

ฟีเจอร์การ staking ของเหรียญ Cardano ถูกปรับปรุงขึ้นมาตอนช่วงราวๆปี 2018 โดยภายหลังที่พวกเขาได้พัฒนามันมานับเป็นเวลาหลายเดือนนั้น โครงการดังกล่าวก็ได้มีการชักชวนผู้เข้าร่วมให้มากระทำการ stake เหรียญโดยใช้เงินจริงในตอนเดือนธ.ค. 2019 โดยต่อจากนั้นกระแสก็ดูเหมือนกับว่าจะเริ่มดียิ่งขึ้นในตอนก.ค.2020ปีนี้ เมื่อทาง Cardano ได้กระทำการดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ราวๆ 14,000 address ต่อวัน

แม้กระนั้นบางคนก็ออกมาถกเถียงว่ากระแสเหรียญของพวกเขานั้นดูท่าจะไม่ค่อยมีการเอ่ยถึงที่มากพอเพียงบนสื่อโซเชียลเสียเท่าไหร่นักและก็นั่นบางทีก็อาจจะมีผลต่อราคาของเหรียญ ADA ได้

ในช่วงเวลานี้ Cardano มี application ที่นอกเหนือจากการ staking แล้ว โดยตัวอัพเกรดที่ชื่อว่า Voltaire จะทำเพิ่มระบบจัดการเครือข่ายข้างหลังบ้าน และก็จะมีตัวอัพเกรดที่ชื่อว่า Goguen ที่จะช่วยเพิ่มระบบ smart contract, app แล้วก็การสร้างเหรียญ token อื่นๆได้

นาย Charles Hoskinson หรือ CEO ของ IOHK ได้ออกมาทำนายถึงการอัพเกรดดังกล่าวว่าจะสามารถช่วยล่อใจนักพัฒนานับพันเข้ามาบนแพลตฟอร์มของ Cardano ได้

แม้กระนั้นทาง Cardano มันยังคงจะต้องเดินทางอีกไกลถ้าหากพวกเขาคิดจะแข่งขันกับเหรียญอันดับ 2 ของโลกอย่าง Ethereum ที่ปัจจุบันนี้มี dApps ที่มากกว่า 300 ตัวรวมทั้งมีเหรียญ token ที่ถูกสร้างขึ้นมามากยิ่งกว่า 200 เหรียญยิ่งไปกว่านี้พวกเขายังมีฟีเจอร์การ stake เหรียญที่กำลังเข้าใกล้มาในเวลานี้อีกด้วย

 

เหรียญคริปโตชื่อดัง

นักลงทุน

Hedge Fund ปิดตัวลงขาดทุนหนักกว่า 75%

บริษัท Hedge Fund กองทุนคริปโต Tetras Capital จะต้องปิดตัวลงรวมทั้งคืนเงินให้กับ นักลงทุน เนื่องจากว่าบริษัทขาดทุนเป็นอันมาก

กองทุน Tetras Capital มีผลประกอบกิจการที่ไม่ดี ขาดทุนไปกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เปิดตัวออกมาในปี 2017 ซึ่งบริษัทเปิดเผยว่าภายหลังจากปี 2017 ที่เป็นช่วงๆที่คริปโตกำลังได้รับความนิยม กองทุนก็ทำกำไรมิได้อีกเลย

รายงานจาก Crypto Fund เปิดเผยว่ามันมีกองทุน Hedge Fund กว่า 68 บริษัทที่จะต้องล้มเลิกประกอบกิจการไปเมื่อปีที่ผ่านมา เทียบกับปี 2018 ที่มีบริษัท Hedge Fund ปิดตัวลงไปอยู่ที่จำนวน 35 รายนั้นคิดเป็นสองเท่าเลยทีเดียว

ด้านของกองทุน Tetras Capital นั้นเปิดตัวออกมาในปี 2017 สินทรัพย์ที่ให้บริการคือ Altcoin ซึ่งทางบริษัทเปิดเผยว่าเคยเปิด short position เหรียญ Ethereum ในราคา 700 ดอลลาร์ในเดือน พ.ค. 2018

ต่อจากนั้นราคา Ethereum ก็่ร่วงแตะที่ระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ด้านนักวิเคราะห์ผู้ขายแอปพลิเคชั่นการวิจัยตลาด Lawnmower ก็เป็นผู้ร่วมจัดการ Tetras Capital กับพาร์ทเนอร์คนอื่นๆคือนาย Brendan Bernstein รวมทั้งนาย Thomas Garrambone

Bernstein รวมทั้ง Garrambone เป็นนักวิเคราะห์การลงทุนของธนาคาร อาทิเช่น Goldman Sachs, JPMorgan, Deutsche Bank และก็ Torreya Partners ด้วย

ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบนี้ บริษัทหลายๆแห่งต่างได้รับผลกระทบ ซึ่งบริษัทด้านคริปโตที่เป็น Hedge Fund ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นจนกระทั่งจะต้องปิดตัวลงไปหลายแห่ง

ส่งสัญญาณที่ดีต่อตลาด

Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ ราคาพุ่งทะลุ 10,300 ดอลลาร์

ราคา Bitcoin พุ่งทะลุระดับ 10,200 ดอลลาร์สำเร็จแล้ว ภายหลังที่มันไม่อาจจะข้ามผ่านแนวนี้ไปได้พักใหญ่ๆนับว่าเป็นระดับแนวต่อต้านที่แกร่งมาก ซึ่ง ส่งสัญญาณที่ดีต่อตลาด Bitcoin

ส่งสัญญาณที่ดีต่อตลาด

จากกราฟรายวันของ TradingView ชี้ให้เห็นว่าราคา Bitcoin ค่อยๆไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆจากระดับ 9,600 แล้วก็พุ่งทะยาน กราฟเริ่มชันจนกระทั่งราคาพุ่งแตะ 10,000 ดอลลาร์ในช่วงห้าโมงเย็นของเมื่อที่ 26 ก.ค. 2020 ก่อนที่จะย่อตัวลงน้อย วิ่งไซด์เวย์แล้วก็พุ่งไปต่ออีกรอบในวันนี้

โดยระหว่างที่รายงานอยู่นี้ราคา Bitcoin อยู่ที่ระดับ 10,220 ดอลลาร์ ไม่แน่ว่าที่ราคาพุ่งสูงเมื่อเร็วๆนี้มีเหตุใดเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

ในช่วงนี้ตลาดหุ้น Nasdaq ค่อนข้างจะมีผลการดำเนินงานไม่ค่อยดีนัก รายงานก่อนหน้านี้ของทางสยามบล็อกเชนเผยว่าดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลงไปประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่วนดัชนี S&P 500 ก็ทำผลงานได้ไม่ค่อยดีคือเมื่อช่วงวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมาราคาของตลาด S&P500 ก็ได้ร่วงลงมาประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ซึ่งส่งผลทำให้กราฟรายสัปดาห์นั้นร่วงลงมาประมาณ 0.6 เปอร์เซ็นต์

โดยปกติแล้วตลาด Bitcoin มักจะมีทิศทางเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นแต่ครั้งนี้ดูเหมือนมันจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้วหลังจากที่ราคา Bitcoin ได้พุ่งทะยานทะลุ 10,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จ ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและตลาด Bitcoin ไม่ได้สัมพันธ์กันเสมอไป

ราคา Bitcoin ในตลาดเว็บเทรดไทย Bitkub นั้นอยู่ที่ 318,300 บาทและราคา Bitcoin บนเว็บเทรดไทยอย่าง Satang Pro อยู่ที่ระดับ 320,000 บาท

ทำลายจุดสูงสุด

Bitcoin พุ่ง 9,700 ดอลลาร์ – ETH พุ่ง 300 ดอลลาร์ สูงสุดในปี 2020

ราคาของเหรียญ Bitcoin ดูอย่างกับว่าจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในตอนเช้ามืดของวันนี้ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยล่าสุดนั้นได้พุ่งทะลุ 9,700 ดอลลาร์ ไปแล้ว แล้วก็ถือได้ว่าเป็นการ ทำลายจุดสูงสุด ของเดือนนี้

กราฟจาก TradingView บนเว็บไซต์ Bitstamp เปิดเผยให้มองเห็นถึงการพุ่งขึ้นของราคา Bitcoin ที่เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ขณะเที่ยงคืนก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยได้พุ่งไปสัมผัส 9751.82 ดอลลาร์เมื่อระยะเวลาตี 3 ต่อจากนั้น ก่อนการปรับฐานลงไปเล็กน้อย โดยอยู่ที่ 9669.24 ดอลลาร์ในขณะกำลังรายงานข่าวอยู่นี้

ทำลายจุดสูงสุด

ในเวลาเดียวกันราคาบนตลาดไทยอย่างเช่น Bitkub ก็ได้มีการขยับขึ้นตามมาด้วยเหมือนกัน โดยพุ่งไปแตะ 305,946 บาท ซึ่งมากขึ้นมาถึง 1.02% จาก 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

การเพิ่มขึ้นของราคานั้นดูเหมือนกับว่าจะมีขึ้นมาได้ประมาณ 5 วันแล้ว โดยก่อนหน้าที่ผ่านมาราคาของ Bitcoin ได้มีการ sideway อยู่ที่ระดับราคา 9,200-9,080 ดอลลาร์มาอยู่ยาวนานหลายสัปดาห์ และก็นั่นมีผลทำให้เม็ดเงินเยอะมากๆไหลออกไปจากตลาด BTC ไปเข้าตลาดเหรียญ altcoin อื่นๆหรือแม้แต่จนกระทั่งตลาด DeFi ของ Ethereum ด้วยเช่นเดียวกัน

ราคาเหรียญ​ Ethereum พุ่งทะลุ 300 ดอลลาร์
ไม่ใช่เพียงแค่นักเทรด Bitcoin แค่นั้นที่ได้สนุกกับการพุ่งขึ้นของราคาตลาด แม้กระนั้นก็ยังมีนักเทรด ETH เหมือนกันที่เราได้มองเห็นการพุ่งขึ้นของราคาอย่างรุนแรงที่ทะลุ 300 ดอลลาร์ไปแล้วบนตลาด Bitstamp

โดยราคานั้นได้อยู่ที่ 303.47 ดอลลาร์ในช่วงเวลาที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ ซึ่งถือว่าเป็นการปรับฐานลงมาเล็กน้อยภายหลังที่พุ่งไปแตะจุดสุดยอดในปี 2020 ที่ 309 ดอลลาร์เมื่อช่วงเช้ามืดก่อนหน้าที่ผ่านมา

ทำลายจุดสูงสุด

เมื่อวานนี้ มีรายงานไปแล้วว่าราคาของ ETH นั้นกำลังอยู่ในตอนที่จะ breakout เพื่อพุ่งทะลุ 300 ดอลลาร์ โดยในเวลานั้นราคาอยู่ที่ระดับประมาณ 280 ดอลลาร์แค่นั้น ซึ่งจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเราก็ได้มองเห็นการพุ่งขึ้นของราคาอย่างรุนแรง

สาเหตุสำคัญๆของการพุ่งขึ้นของราคานั้นคาดคะเนว่าบางครั้งก็อาจจะมาจากการเติบโตของตลาด DeFi ที่กำลังบูมเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ และรวมทั้งการมาของตัวอัพเกรด ETH 2.0 ทีคาดว่าน่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดได้ในเร็วๆนี้อีกด้วย

ในส่วนของ ETH 2.0 นั้นทางนักพัฒนาต่อไปได้มีการเลื่อนการเปิดตัวมาหลายหนแล้ว แต่ทว่าล่าสุดนั้นได้มีการคาดคะเนเกี่ยวกับการเปิดตัวว่าจะมีในช่วงปลายปีนี้

ซึ่งก็จะต้องรอดูกันต่อไปว่าหลังจากที่ตัวอัพเกรดดังกล่าวมาถึงแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

 

ทำลายจุดสูงสุด

ประเทศลิทัวเนีย

“ลิทัวเนีย” เปิดตัวเหรียญ LBCOIN ทำงานอยู่บน Blockchain ของ NEM เพื่อฉลองเอกราช

ธนาคารกลางแห่ง ประเทศลิทัวเนีย ได้ออกมาเปิดตัวเหรียญ LBCOIN ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนบล็อกเชนของเหรียญ NEM อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นที่ระลึกของการฉลองเอกราชที่เคยได้มาเมื่อปี 1918

LBCOIN มันจะมีเหรียญโทเคนดิจิทัลทั้งสิ้น 6 เหรียญและก็ตัวเหรียญของจริงซึ่งสามารถถูกจับต้องได้ โดย Project ดังกล่าวนั้นได้ถูกเปิดตัวขึ้นเมื่อวันพฤหัสก่อนหน้านี้ที่ผ่านมารวมทั้งมันถูกขนาดนามว่าเป็นเหรียญดิจิตอลตัวแรกที่ถูกออกโดยธนาคารกลางในยุโรป

พวกเขาได้กระทำการออกเหรียญดิจิตอลโทเคนจำนวน 24,000 เหรียญ แล้วก็ออกเหรียญสะสมที่ถูกจับต้องได้ 4,000 เหรียญ ซึ่งก็กล่าวได้ว่าจะมี LBCOIN ทั้งสิ้น 4,000 เหรียญ อ้างอิงจากเว็บฯหลักของทางรัฐบาล

“เหรียญ Digital ดังกล่าวนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนได้เห็นว่าพวกเราได้ทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้างภายในช่วงระยะเวลาเพียงแต่ 2-3 ปี หลังจากที่พวกเราตัดสินใจที่จะเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่การจ่ายเงินด้วย digital โดยมันจะทำหน้าที่ราวกับเป็นสะพานที่ช่วยเชื่อมรวมทั้งนำพามาซึ่งระบบการเงินแบบเก่ารวมทั้งเทคโนโลยีทางด้านการเงินที่กำลังถูกพัฒนาไว้ด้วยกัน” กล่าวโดยนาย Vitas Vasiliauskas ประธานของธนาคารแห่งลิทัวเนีย

เหรียญ LBCOIN แต่ละเหรียญ Digital Token ของมันนั้นจะมีการลงนามเกี่ยวกับเอกราช จะถูกลงชื่อโดยผู้นำในด้านสายอาชีพต่างๆอย่างเช่น นักบวช, ประธานาธิบดี, นักการทูต, นักอุตสาหกรรม, นักวิชาการ, หรือเจ้าหน้าที่รัฐ

ดังเช่นถ้าหากนักสะสมกระทำการซื้อเหรียญ LBCOIN เขาก็จะได้รับเหรียญ Digital Token แบบสุ่มทั้งหมด 6 เหรียญ เหรียญดังกล่าวนั้นสามารถถูกนำไปแลกเป็นเหรียญจริงสำหรับสะสมที่ร้าน e-shop หรือแลกเปลี่ยนกับผู้สะสมคนอื่นๆได้

“วันนี้เหรียญ LBCOIN เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนในลิทัวเนียและทั่วโลกสามารถได้ลองทดสอบเทคโนโลยีใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่นทำตามขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ์ทั้งหมดจากระยะไกล, เปิดใช้งาน e- wallet , แลกเปลี่ยนโทเค็นดิจิตอลกับนักสะสมอื่นๆหรือโอนไปยังเครือข่าย blockchain ของเหรียญ NEM ได้” กล่าวโดยนาย Marius Jurgilas สมาชิกบอร์ดของธนาคารแห่งลิทัวเนีย”

คนที่สนใจเหรียญดังกล่าวสามารถกระทำการซื้อได้จาก e-shop ของ LBCOIN รวมทั้งมันจะมีมูลค่าอยู่ที่ราวๆ 99 ยูโร หรือราวๆ 3,649.71 บาท ในขณะที่เหรียญ Version สะสมได้ของพวกเขานั้นจะมีราคาอยู่ที่ราวๆ 19.18 ยูโรหรือราวๆ 707.08 บาท มันจะมีลักษณะราวกับบัตรเครดิต แต่ว่าจะมีการเล่นลวดลายที่สวยงามรวมทั้ง qr code บนบัตรอีกด้วย

ประเทศลิทัวเนีย

renBTC

Bitcoin มูลค่าประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ ไปเข้า DeFi ของ Ethereum

ดูอย่างกับว่าสภาพคล่องจากตลาดเหรียญคริปโตลำดับต้นๆของโลกอย่าง Bitcoin มูลค่าราวๆ 180 ล้านดอลลาร์นั้นกำลังหลั่งไหลจากตลาด Bitcoin ไปเข้าตลาดเหรียญ DeFi ของ Ethereum โดยตลาดดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า Wrapper Bitcoin (BTC), sBTC ของ Synthetix รวมทั้ง renBTC อ้างอิงจากข้อมูลของ Dune Analytics

การเติบโตของมันนั้นมีขึ้นมาตั้งแต่ตอนช่วงปลายมิ.ย.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา โดยเป็นตอนที่มี Bitcoin ที่ถูกโอนเข้ามาล็อคเอาไว้ในตลาดเหรียญบน DeFi ดังกล่าวที่ก้าวข้ามผ่าน 100 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว โดยเปิดเผยให้เห็นว่าขณะนี้ DeFi ของ Ethereum นั้นกำลังแปลงเป็นระบบการเงินของโลกอยู่เวลานี้ เมื่อมีกลุ่ม ‘farmer’ ของ DeFi กำลังพยายามมองหาสภาพคล่องเข้ามาเพิ่มในตลาดเพื่อจะได้รับอัตราผลตอบแทนที่มากเพิ่มขึ้นนั่นเอง

“เราได้เห็นความพยายามของผู้คนในตลาดในการเชื่อมต่อโลกของ BTC กับโลกของ DeFi โดยเฉพาะ
ที่อยู่บน Ethereum นั่นเอง” กล่าวโดยนักวิจัยจาก Glassnode ในรายงานของไตรมาสที่สองก่อนหน้า
นี้ “เมื่อช่วงวันที่ 20 ก.ค.2020 ในขณะนั้นมี Bitcoin ที่ถูกเก็บไว้อยู่ 15.8 BTC (0.1 เปอร์เซ็นต์ ของ supply ทั้งหมด) ในตลาดของ Ethereum” แต่ถ้าว่าในตอนนี้ มันมีอยู่ราวๆ 18.5 BTC แล้ว

ปัจจุบัน 80 เปอร์เซ็นต์ ของเหรียญ Bitcoin ที่ถูกล็อคไว้บน Blockchain ของ Ethereum นั้นกำลังอยู่
ในรูปแบบของ WBTC โดยเหรียญดังกล่าวนั้นถูกปรับปรุงขึ้นมาภายใต้การร่วมแรงกันระหว่างบริษัทชั้นแนวหน้าในแวดวงคริปโตอย่าง Kyber Network, Maker, Uniswap และอื่นๆอีกมากมาย Wrapped Bitcoin นั้นนับว่าเป็นเหรียญสภาพคล่องบน DeFi ที่มี Bitcoin จริงๆมาค้ำไว้แบบ 1:1

โดยมันถูกลิสต์ให้เป็นเหรียญเพื่อการกู้ยืมสำหรับ DAI บนโพรโตคอล Maker ในปีนี้ และก็กำลังกินส่วนแบ่งการตลาดราวๆ 8 เปอร์เซ็นต์ ของสินทรัพย์ที่มีให้กู้ยืมบนแพลทฟอร์มอีกด้วย โดยคิดเป็นเงินราวๆ 20 ล้านดอลลาร์ โดยตั้งแต่เมื่อช่วงพ.ค.2020ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา จำนวน Bitcoin ที่ถูกล็อคไว้เพื่อค้ำประกันเหรียญ WBTC นั้นได้เพิ่มขึ้นมามากกว่า 12 เท่า

อาจพูดได้ว่าปีนี้ดูราวกับว่าจะเป็นปีแห่ง DeFi เลยก็ว่าได้ โดยถึงแม้ว่าแพลทฟอร์มดังกล่าวจะถูกเจาะเพื่อหาช่องโหว่ในการขโมยเงินหลายรอบและก็ตาม แต่ว่ามันก็ยังสามารถยืนหยัดมาจนกระทั่งเวลานี้ได้ ซึ่งเราก็จะต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะสามารถเติบโตไปได้ถึงไหน

 

 

renBTC…