บิทคอยน์พุ่งขึ้น

บิทคอยน์พุ่งขึ้น ไม่หยุด แม้จะร่วงมาแตะ 7,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

บิทคอยน์พุ่งขึ้น แม้จะร่วงมาแตะ 7,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

นาย John McAfee กล่าว ราคา Bitcoin จะพุ่งขึ้นต่อไม่หยุด แม้จะร่วงมาแตะ 7,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นคงในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ราคา Bitcoin เริ่มลดลงแล้ว ในขณะที่รายงานอยู่นี้ราคา 7,000 ดอลลาร์ นาย John McAfee กล่าวว่ามันจะขึ้นแบบไม่มีวันหยุด

ขึ้นเรื่อย ๆ
Bitcoin ไม่ใช่เป็นเพียงเหรียญเดียวที่ขึ้นและเป็นการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 นอกจากนี้เหรียญอื่น ๆ ก็ขึ้นตามด้วยเช่นกัน ราคา Bitcoin กลับมาแต่ที่ 7,000 ดอลลาร์หลังจากที่ขึ้นไปถึง 7,500 ดอลลาร์อยู่ช่วงหนึ่ง

เหรียญในสิบดันดับแรกยกเว้น Tether ต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงราคาที่ดีขึ้น การที่ราคา Tether ไม่ขึ้นนั้นอาจเป็นเพราะข่าวอื้อฉาวของ Tether ก็เป็นได้

นาย John McAfee กล่าวถึง Bitcoin
นาย John McAfee นักโปรแกรมเมอร์ชื่อดังและเจ้าของโปรแกรมป้องกันไวรัส McAfee เมื่อปี 2017 เขาเคยทำนายว่าราคา Bitcoin จะพุ่งไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2020

เขาทำนายราคา Bitcoin เชิงบวกตลอดและยังแนวแน่ต่อการตัดสินใจของเขา เขากล่าวว่า Cryptocurrency เป็นสินค้าที่ตั้งขึ้นใหม่ เป็นข้อได้เปรียบที่เพิ่มขึ้นและสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในตลาดหุ้นแบบดั้งเดิมไม่สามารถใช้ได้ในตลาดคริปโตได้

ในทวิตล่าสุดของนาย John McAfee ได้ต่อว่านักวิเคราะห์ Bitcoin ว่าการโพสต์ของพวกเขานั้นทำให้เกิดความสับสนให้กับนักลงทุนใจร้อนที่อยากจะขาย Bitcoin โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาย John McAfee กล่าวย้ำอีกว่าไม่มีใครจะสามารถมาหยุดยั้งการเติบโตของ Bitcoin ได้แล้ว

นาย McAfee ได้เรียกความมั่นใจในการทำนายของเขาในขณะที่ Bitcoin (BTC) ยังอยู่ที่แนวต้าน อย่างไรก็ตาม การที่ราคา Bitcoin จะสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์นั้น อาจเป็นไปได้มากในช่วงเวลาอันสั้น

ในขณะเดียวกันคนอื่น ๆ ก็ได้คาดหวังเช่นเดียวกับนาย McAfee ว่าราคา Bitcoin จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อนาย Vladislav Ginko ซึ่งอ้างว่าการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างต่อเนื่องโดยสหรัฐฯ จะทำให้ราคาสูงขึ้นและอาจสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ในปี 2020

นาย Ginko กล่าวว่ารัสเซียได้มีการซื้อ Bitcoin เป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาใช้เป็นการสำรองเงินประเทศด้วย Bitcoin เพื่อลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรสหรัฐฯ

สรุปราคา Bitcoin อาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดคริปโต ไม่มีใครรู้ว่าจะหยุดที่ราคาไหน แต่นักวิเคราะห์อ้างว่ามันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือการคาดเดาทั้งหมด

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

เศรษฐีคริปโต

เศรษฐีคริปโตพันล้าน Mike Novogratz กล่าว Bitcoin นั้นสมบูรณ์แล้ว

เศรษฐีคริปโต พันล้าน Mike Novogratz กล่าว Bitcoin นั้นสมบูรณ์แล้ว

ก่อนหน้านี้ ผู้คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่า Cryptocurrency นั้นมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรหรือลงทุนเป็นหลัก ไม่ได้เป็นสกุลเงินอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญในวงการได้ออกมาชี้ให้เห็นว่า Cryptocurrency นั้นสามารถใช้งานได้จริงถึง 3 แง่

นาย Mike Novogratz CEO ของ Galaxy Digital บริษัทที่ลงทุนในคริปโตเป็นหลัก ได้กล่าวอธิบายในงาน Ethereal Summit นิวยอร์ก ว่า คริปโตเช่น Bitcoin นั้นสามารถใช้งานได้จริงถึง 3 แง่

เก็บรักษามูลค่า
อันดับแรกเขาได้หยิบยกมาว่า การใช้งานจริงของคริปโตคือเป็น Store of Value หรือตัวกลางที่สามารถรักษามูลค่าไว้ได้ แต่มีเพียง Bitcoin สกุลเดียวเท่านั้นที่ทำได้

“มันเป็นจริงเรียบร้อยแล้ว Bitcoin เหมือนจะสมบูรณ์แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรเพิ่มเติมอีกเพื่อให้มันสามารถใช้งานจริงได้ มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี เราสามารถนำโค้ด Bitcoin ไปปรับโครงสร้างใหม่ในคืนนี้เลย แล้วเรียกมันว่า Novocoin แต่มันจะไม่มีมูลค่าอะไรทั้งนั้น”

นาย Novogratz ได้กล่าวว่า มีแต่ Bitcoin เท่านั้นที่เก็บมูลค่าได้แตกต่างกับ Altcoins:

“นักลงทุนควรระวัง Altcoins ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง ถ้าเปรียบเทียบคริปโตเหมือนตารางธาตุ มันมี 114 ธาตุในตาราง แต่มีเพียงธาตุเดียวเท่านั้นที่เป็นทองคำ ที่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้”

ชำระเงิน
นาย Novogratz ได้อธิบายว่า การใช้งานจริงในแง่ที่ 2 ของคริปโต โดยหยิบยกข้อมูลที่ประเทศจีนมาว่า ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของประชากรใช้มือถือในการจ่ายเงินในชีวิตประจำวัน แต่ภูมิภาคตะวันตกมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีพฤติกรรมแบบนั้น

เขาได้อธิบายว่า Stablecoin จะเข้ามามีบทบาทแน่นอนในจุดนี้ เพราะ Telegram หรือ Facebook ซึ่งทั้งสองเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ก็กำลังจะเข้ามาพัฒนาในส่วนนี้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ได้

เว็บ 3.0
อันดับที่ 3 การใช้งานแง่สุดท้ายของคริปโตคือการเป็นเว็บ 3.0 ที่ Ethereum เป็นผู้นำในส่วนนี้ เพราะสามารถประยุกต์ Blockchain ของมันเข้ากับทุกอย่างในโลกได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เขาจะเป็นแฟนคลับของ Ethereum (ในช่วงตอนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย Princeton University เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องกับนาย Joseph Lubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum) แต่เขาก็กล่าวว่า มันมีคู่แข่งอีกมากมายเช่น Cosmos, Dfinity และ Polkadot และจะต้องใช้เวลาอีกอย่างต่ำ 5 ปีกว่าจะรู้ว่าใครเป็นผู้ชนะในแง่นี้

นอกจากนี้ เขายังอธิบายด้วยว่า มันสำคัญขนาดไหนที่จะสร้างวงการคริปโตขึ้นมาได้ เพราะในปัจจุบันเจ้าใหญ่ ๆ มากมายหรือแม้แต่รัฐบาลบางประเทศก็กำลังแข่งขันอยู่

เขาได้ยกตัวอย่างประเทศจีนว่า การที่ประธานาธิบดีของจีนนั้นมีอำนาจที่จะกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจผุกขาดด้วยการใช้เงินดิจิทัลแบบ Centralized นั้นน่ากลัวมาก ๆ เนื่องจากข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดจะถูกส่งผ่านรัฐบาล และนำไปต่อยอดด้วย Machine Learning

“เมื่อปีที่ผ่านมา มีประชาชนชาวจีน 13 เปอร์เซ็นต์ถูกห้าไมให้เดินทางจากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่งเนื่องจาก Social เครดิตสกอร์”

เขาชี้ให้เห็นว่า หากผู้นำในวงการคริปโตกลายเป็นผู้คุมอำนาจทั้งหมดได้ อาจไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ด้วยเหตุนี้เอง เขาเลยเชียร์ให้ Ethereum รีบพัฒนาขึ้นเป็นผู้นำ เพราะจะทำให้เกิดการปฏิวัติทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

“การสร้างเงินแบบ Decentralized คือคลื่นลูกใหญ่ลูกต่อไปที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานระบบเศรษฐกิจของเราเลย Ethereum จำเป็นที่จะต้องชนะและถูกใช้งานจริง จากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้มันกลายเป็นเงินจริง ๆ จนกลายเป็นตัวกลางในการชำระเงิน”

นาย Novogratz ยกข้อมูลขึ้นมาให้เห็นว่า ทำไมตอนนี้ Ethereum ถึงเป็นผู้นำอยู่:

“ข่าวดีสำหรับ Ethereum คือ มันเป็นผู้นำอยู่ มันจำเป็นต้องมีชุมชน และชุมชนของพวกเขาคือผู้ประกอบการ, นักพัฒนา และนักเขียนโค้ด ซึ่งในระยะยาวยังจำเป็นต้องมีผู้ใช้งานจริง ๆ อยู่ดี คุณต้องนำพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้”

ท้ายสุด เขาได้กล่าวยกตัวอย่างถึงคริปโตเช่น Litecoin ว่ามีชุมชนที่อ่อนแอกว่า:

“Litecoin มีชุมชนที่อ่อนแอกว่า ชุมชนของพวกเขาประกอบไปด้วยนักเก็งกำไร, นักโปรโมท และนักปั๊มราคา”

เรียกได้ว่า ในหลายปีที่ผ่านมา แง่ต่าง ๆ ของวงการคริปโตนั้นก็เติบโตต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเป็นที่รู้จักมากขึ้น, การได้รับการยอมรับมากขึ้น หรือในแง่ของเทคโนโลยีของแต่ละโปรเจกต์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม ท้ายที่สุดไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นผู้ชนะในศึกนี้ ทุก ๆ คนในระบบเศรษฐกิจย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

ทะลุ 6,200 แล้วไปต่อ: ราคา Bitcoin ยังคงทำจุดสูงสุดในปี 2019 เรื่อย ๆ

Bitcoinสูงสุด2019 

ทะลุ 6,200 แล้วไปต่อ: ราคา Bitcoin ยังคงทำจุดสูงสุดในปี 2019 เรื่อย ๆ
ราคาของ Bitcoin นั้นยังคงพุ่งทะยานต่อไปเรื่อย ๆ หลังจากที่ทะลุระดับ 6,000 ดอลลาร์ไปแล้วว และดูเหมือนว่าจะยังไม่หยุดง่าย ๆ ล่าสุดนั้นได้ทะลุระดับ 6,200 ดอลลาร์ไปแล้วในระยะเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

Bitcoinสูงสุด2019

กราฟจากเว็บ Coinmatketcap เผยให้เห็นว่าราคาของ Bitcoin บนตลาดโลกนั้นอยู่ที่ 6,282 ดลอลาร์ในขณะที่รายงานข่าวอยู่นี้ โดยเพิ่มขึ้นมาถึง 3.35% จากในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่น่าสนใจก็คือ ส่วนแบ่งตลาดโวลลุ่มโดยรวมของ Bitcoin นั้นพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยข้อมูลจากเว็บดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงอัตราการครอบครองตลาดนั้นพุ่งขึ้นมาเป็น 57.9% แล้ว จากระดับ 50.5% ของเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเทขายเหรียญ altcoin อื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ซื้อ Bitcoin

Bitcoinสูงสุด2019

 

ในขณะเดียวกัน ราคาของ Bitcoin บนตลาดในไทยอย่างเช่นเว็บ Bx นั้นดูเหมือนว่าจะนำหน้าของตลาดโลกไปอยู่พอเล็กน้อย โดยล่าสุดนั้นอยู่ที่ 6,306 ดอลลาร์ หรือประมาณ 199,800 บาท แสดงให้เห็นถึงตลาดในประเทศไทยที่กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ราคาร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 3,000 ดอลลาร์เมื่อช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา

Bitcoinสูงสุด2019

ส่วนราคาบนตลาดไทยอย่าง Satang Pro และ Bitkub นั้นก็อยู่ในระดับที่ไล่เลี่ยกันเช่นกัน โดยอยู่ที่ 200,000 บาทในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ราคา cryptocurrency ชื่อดังนาย Tom Lee ได้ออกมาทำนายว่าราคาของ Bitcoin นั้นได้เปลี่ยนเป็นขาขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และเราอาจจะได้เห็นระดับราคาของ Bitcoin ที่ 10,000 ดอลลาร์ภายในปลายปีนี้

ซึ่งหากเป็นจริงแล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าเราจะได้เห็นกำไรถึง 117,249 บาทต่อ 1 BTC ภายในระยะเวลาแค่ 6-7 เดือนที่จะถึงนี้

ทว่าอย่างไรก็ตาม นาย Tom Lee นั้นไม่ได้มีความแม่นยำในการทำนายราคาเมื่อช่วงปี 2018 ที่ผ่านมาเท่าไรนัก หลังจากที่เขาเคยบอกว่าราคาของเหรียญ BTC จะขึ้นไปแตะ 15,000 ดอลลาร์ภายในปลายปี 2018 แต่มันกลับไปกันคนละทางกับที่เขากล่าวไว้

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

อดีตนักลงทุนOneCoin

อดีตนักลงทุน OneCoin ยื่นฟ้อง OneCoin

อดีตนักลงทุนOneCoin ยื่นฟ้อง OneCoin

อดีตนักลงทุน OneCoin ยื่นฟ้อง OneCoin ข้อหาฉ้อโกง สูญเสียเงินกว่า 130,000 ดอลลาร์

แชร์ลูกโซ่เหรียญ Onecoin กำลังถูกฟ้องร้องโดยอดีตนักลงทุน

ฟ้องร้อง
คดีนี้ถูกยื่นฟ้องร้องในนิวยอร์กโดยบริษัทด้านกฏหมายนาม Silver Miller นาง Christine Grablis อ้างว่า OneCoin ได้ทำการโปรโมทการ ลงทุนคริปโต และละเมิดกฏหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลาง

นาง Grablis บ่นว่าเธอเสียเงินประมาณ 130,000 ดอลลาร์ใน OneCoin และกำลังหาทางที่จะคืนเงินเหล่านั้นรวมทั้งความเสียหาย เธอกำลังมองหาการดำเนินการในชั้นศาลในนามของนักลงทุนรายอื่นที่สูญเสียเงินผ่านโครงการนี้

การฟ้องร้อง OneCoin ดำเนินการมาอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2016 เมื่อหน่วยงานด้านการเงินของเบลเยียมออกคำเตือนเกี่ยวกับโครงการ OneCoin ทำหน้าที่เป็นรูปแบบการตลาดแบบมีระดับขั้น โดยถูกก่อตั้งโดยนาง Ruja Ignatova

มีผู้เสียหายร้องเรียนเป็นจำนวนมากในโครงการ OneCoin เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายแห่งจากทั่วโลกรวมทั้งสหราชอาณาจักร เยอรมัน อินเดีย อิตาลี แอฟริกาและจีนได้เตือนถึงเรื่องนี้และให้กยุดดำเนินการซะ

เมื่อปีที่แล้วอัยการในประเทศจีนได้รับคดีเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่มากกว่า 100 คดี ในขณะที่เจ้าหน้าที่อินเดียจับกุมนักโปรโมท OneCoin ในปี 2017

ล่าสุดอัยการสหรัฐฯประจำเขตทางใต้ของนิวยอร์ก (SDNY) ได้ฟ้องร้องเจ้าของนาง Ruja Ignatova และนาย Konstantin Ignatov ในข้อหาการฉ้อโกง หลักทรัพย์และการฟอกเงิน

นาย Konstantin Ignatov และพี่สาวของเขา Ruja Ignatova ถูกจับกุมในวันที่ 6 มีนาคม 2019 ในเมืองลอส แองเจเลส โดยทั้งคู่ได้ถูกตั้งขอหา “ฉ้อโกงด้วยการโอนเงินข้ามประเทศ, ฉ้อโกงหลักทรัพย์, และการฟอกเงิน”

ในไทยก็ได้มีการเตือนถึง OneCoin เช่นกันโดยอ้างอิงจาก Facebook หลักของทางหน่วยงาน ก.ล.ต. นั้น ได้มีการออกมาเตือนให้ประชาชนระมัดระวังกับ OneCoin โดยกล่าวว่า

“สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ในแมนฮัตตัน ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562 ว่าได้สั่งฟ้องและจับกุมตัวผู้ก่อตั้งบริษัท OneCoin แล้วในฐานะตัวการหลักในการหลอกให้คนลงทุนในเหรียญที่เรียกว่า OneCoin ในลักษณะ pyramid scheme (คล้ายแชร์ลูกโซ่)

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. ได้ออกข่าวเตือนประชาชนใช้ความระมัดระวัง หากถูกชักชวนให้ลงทุนในโทเคนดิจิทัลหรือไอซีโอราย OneCoin เนื่องจากไม่ได้ผ่านการพิจารณาของ ก.ล.ต

ก.ล.ต. จึงขอย้ำให้ผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อ เมื่อถูกชักชวนให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงเกินจริง

หากผู้ลงทุนมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัยกรณีสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆโปรดแจ้ง SEC Help Center ของ ก.ล.ต. ทางเว็บไซต์ หรือสายด่วน โทร. 1207”

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

นายJustin

นาย Justin ใจดี จะฝาก Bitcoin จำนวน 7,000 BTC

นายJustin ใจดี จะฝาก Bitcoin จำนวน 7,000 BTC

นายJustin เข้า Binance หลังจากที่เว็บถูกแฮ็ก และสูญเสียกว่า 40 ล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้เว็บ Binance ถูกแฮ็กและโดนขโมย Bitcoin กว่า 7,000 BTC หรือจำนวน 40 ล้านดอลลาร์ แต่นาย Justin Sun หรือ CEO ของ TRX ได้ออมากล่าวในเรื่องนี้

เพื่อสนับสนุน Binance ผมจะฝากเงินมูลค่า 7,000 BTC โดยจาก USDT ลงใน Binance เพื่อซื้อเหรียญ BNB, BTC, TRX และ BTT ถ้านาย CZ เห็นด้วยก็ไม่จำเป็นต้อง FUD! FUNDs are #SAFU”

นาย Justin คือคนแรกที่ตอบรับ
นาย Justin เป็นคนแรกที่ยอมเข้ามาช่วยเหลือโดยการนำ Bitcoin จำนวน 7,000 BTC หรือมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์เข้าสู่เว็บ Binance มันเป็นอะไรที่คอยช่วยเลือในระบบนิเวศเงินดิจิทัลนี้เป็นอย่างมาก

ราคา Bitcoin ไม่ได้ร่วง

นายJustin

ราคา Bitcoin ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมากและไม่ได้ตกลงสักเท่าไรหลังจากที่นาย CZ ประกาศว่าโดนแฮ็ก ปัจจุบันราคา Bitcoin อยู่ที่ 5,856 ดอลลาร์ ซึ่งตกลงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

เห็นได้ชัดว่าการที่ Binance มีกองทุน SAFU ที่คอยหนุนหลังเมื่อเกิดเหตุการณ์แฮ็กนั้น ทำให้นักลงทุนไม่ต้องสูญเสียเงินเลยแม้แต่น้อย นาย CZ ได้เตรียมการเรื่องนี้เอาไว้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังบอกได้ว่ามันอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงว่าเราควรมีเว็บเทรดแบบ Decentralizec ได้แล้ว และตัวผู้ใช้งานควรถือ Private Keys ของตัวเองได้แล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

เจ้าของ Ethereum

เจ้าของ Ethereum นาย Vitalik เปิดเผยว่าเขาถือ ETH น้อยกว่า 10%

เจ้าของ Ethereum นาย Vitalik Buterin เปิดเผยว่าเขาถือ ETH น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ โดยอยู่ในเหรียญ BCH, BTC, DOGE, ZEC

เจ้าของ Ethereum ถือไว้น้อย
เขากล่าวว่าเขายังถือ“ KNC, MKR, OMG, REP, มูลค่ารวมน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ กว่ามูลค่าของ ETH ของตัวเอง” นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ถือหุ้นใน Clearmatics และ Starkware

Clearmatics เป็น Startup เกี่ยวกับการพัฒนา “ยุคถัดไปของเครื่อง Clearing สำหรับตลาด OTC” ในขณะที่ Starkware เน้นการ “พัฒนา Full Proof Stack สำหรับโปรโตคอล STARK zero-knowledge”

นาย Vitalik กล่าวว่าเขาได้รับเงินเดือนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจาก Ethereum Foundation (EF) และยังได้รับอีกแต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนจาก “ที่ปรึกษาด้านโทเคน” อีกไม่กี่คน

นอกจากนี้เขายังมี Plasma Group, EthGlobal, EDCON โดยพลาสม่าเป็นวิธีการปรับ Scale Layer 2 แต่ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ส่วน EthGlobal เป็นผู้ที่คอยจัด hackathon ทั่วโลก ในขณะที่ Edcon เป็นหนึ่งในงานประชุมด้านคริปโตที่ดีที่สุดในปี 2018

ไม่ชัดเจนว่านาย Vitalik เป็นผู้ถือหุ้นของ StarkWare เมื่อมีการให้ทุนหรือไม่ แต่เขามี 350,000 ETH คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์

นั่นหมายความว่าเขามี BCH มูลค่าน้อยกว่า 5 ล้านดอลลาร์ใน Bitcoin, Dogecoin และ zcash และอีก 5 ล้านดอลลาร์ใน KNC, MKR, OMG และ Augur

เจ้าของ Ethereum

นอกจากนี้เขาอาจมีอีกกว่า 20 ล้านดอลลาร์จากการขาย Ethereum ในเดือนธันวาคมปี 2017 ที่ผ่านมา แต่เขาเหลือ ETH อีกเท่าไรนั้นก็ยังไม่ชัดเจน

นาย Justin Drake นักพัฒนา ETH 2.0 อาจขึ้นแท่นแทนนาย Vitalik ก็เป็นเป็นได้และค่อนข้างชัดเจน โดยนาย Drake กล่าวว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโทเคนของเขาอยู่ในรูปของ ETH และเข้าจ่ายให้ EF ในรูปแบบ ETH เขา Leverge ETH โดยใช้ MakerDAO และเขากล่าวว่าเขาแทบจะเหลือ 0 ดอลลาร์ในสกุลเงิน Fiat แล้ว

สุดท้ายนาย Vitalik กล่าว “ฉันจะสนับสนุนผู้คนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือก Protocol อย่างถูกต้อง”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum CEO ของเว็บเทรดคริปโตสัญชาติไทย Bitkub

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum ปัจจุบนเหรียญผู้ให้บริการด้าน smart contract และ token นั้นเริ่มที่จะมากขึ้นในตลาด

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum หากนับตั้งแต่ตอนที่ Ethereum นั้นถูกเปิดตัวขึ้นมาครั้งแรกเมื่อปี 2015 จนถึงในตอนนี้เราได้เห็นเหรียญ smart contract เกิดใหม่ขึ้นมามากมาย อย่างเช่น EOS, TRX, NEO, Quorum, Wanchain และอื่น ๆ อีกมากมาย และล่าสุดนั้นเราได้เห็นเหรียญ smart contract platform อีกตัวหนึ่ง ที่ทาง CEO ของเว็บกระดานแลกเปลี่ยนสัญชาติไทย Bitkub ต้องออกมากล่าวว่ามันดีกว่าเหรียญอันดับสองของโลก ซึ่งนั่นก็คือ IOST

โดยอ้างอิงจากการช่วยกล่าวแปลพรีเซ็นต์ของนายอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ หรือ CEO ของ Bitkub.com (Bitkub Online Co., Ltd) ในงานมีทอัพที่จัดร่วมกับ Dtac เขาได้กล่าวว่าเหรียญ IOST นั้นมีข้อจำเป็นทั้งหมดสามข้อ ที่หนึ่งในนั้น Ethereum ไม่มี สามข้อนั้นคือ ความปลอดภัย, ความเป็น decentralized และ การ Scalability (ความเร็ว) ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า

“โดย Ethereum ในปัจจุบันนั้นขาดข้อที่สามและนี่คือสิ่งที่ IOST เชื่อว่าทำได้ดีกว่าครับ”

เขาเสริมต่ออีกว่าสิ่งที่ IOST นั้นทำได้ดีก็คือ

IOST คือเป็นโปรเจคที่ตั้งเป้าที่จะบรรลุ 3 สิ่งหลักของบล็อกเชนซึ่งก็คือ security, decentralization และ scalability

โปรเจคนี้มี dapps และ เกมส์ที่น่าสนใจพร้อมที่จะเปิดให้ใช้งานเร็วๆนี้ซึ่งถือว่าเร็วมาก นั่นหมายความว่าแพลทฟอร์มนี้เป็นแพลทฟอร์มที่สร้างมารองรับ dapps ได้เป็นอย่างดีนักพัฒนาถึงได้เลือกใช้กัน

IOST นั้นมีระบบ staking ที่น่าสนใจและน่าดึงดูดเพราะให้ผลตอบแทนในการ stake ที่ดี

กระนั้น นายอรรถกฤต ก็ไม่ลืมว่าทุกอย่างนั้นไม่มีอะไรที่เพอเฟกต์ โดยเขาได้กล่าวถึงข้อเสียหลัก ๆ ของเหรียญ IOST ที่ยังมีอยู่ก็คือในด้านของตัวอัลกอริทึ่มที่มีชื่อว่า Proof of Believability เนื่องจากว่า “เป็นระบบที่ใหม่และยังต้องได้รับการพิสูจน์และทดสอบอีกมาก” ต่างจากตัว proof of work ที่อยู่กับ Bitcoin มาแล้วสิบปีกว่า แต่เขาก็ทิ้งท้ายไว้ว่า “Proof of Believability เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมาก”

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum
ปัจจุบันปัญหาการ scaling ในระบบ blockchain หรือปัญหาที่ระบบเครือข่ายไม่สามารถรองรับการใช้งานจำนวนมากได้ทันท่วงทีนั้นยังคงเป็นปัญหาหลัก ๆ ที่นักพัฒนาต่างก็ยังต้องปวดหัว เหมือนกับที่เราเห็นใน Ethereum ด้วยความที่ระบบ consensus นั้นมีความเป็น decentralization จึงทำให้ต้องใช้หลาย ๆ ฝ่ายในการยืนยันกันทำธุรกรรม ซึ่งจะต่างจากระบบ centralized ของธนาคาร ที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับธนาคารเพียงฝ่ายเดียว จึงทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้น้อยกว่า

Bitkub จับมือ IOST
นอกจากนี้นายอรรถกฤต ยังได้ประกาศความร่วมมือกับทาง IOST ว่าพวกเขาทั้งสองฝ่ายนั้นมีการ “ร่วมมือกันอย่างสม่ำเสมอ” พร้อมเผยว่าจะสร้างระบบ staking ดังกล่าวผ่าน exchange ได้ และ reward “จากการ stake นั้นจะเข้าสู่กระเป๋าของลูกค้าโดยอัตโนมัติ” อีกด้วย

“โปรเจค IOST เป็นโปรเจคที่มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจและมีโอกาศที่จะแซง Ethereum ได้หากระบบ Proof of Believability สามารถทำงานได้สมบูรณ์ ประกอบกับมีทีมที่แข็งแกร่งที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่สำเร็จมาก่อนหน้านี้แล้ว เราจึงอยากให้คนไทยได้สัมผัสกับโปรเจคที่มีพื้นฐานที่ดีๆนอกจาก Bitcoin และ Ethereum อย่าง IOST ครับ”

กล่าวโดยนายอรรถกฤต

การรุดหน้าสร้างการตลาดของ Bitkub กับ IOST นั้นดูเหมือนว่าจะมีการรุดหน้าไปมาก ดังที่เห็นได้จากการจัดมีทอัพที่ผ่านมา โดยพวกเขาได้มีการประกาศแจกเหรียญดังกล่าวให้กับผู้เข้าแบบฟรี ๆ จำนวน 500 IOST (100 บาท)

เหรียญ IOST นั้นเป็นเหรียญ smart contract ที่เคยเปิดระดมทุนไปเมื่อช่วงปลายปี 2017 ที่ผ่านมา โดยในขณะนั้นพวกเขาสามารถระดมทุนไปได้ถึง 35 ล้านดอลลาร์ โดยในขณะนั้นราคาของเหรียญดังกล่าว ณ การขาย ICO อยู่ที่ 0.007 ดอลลาร์เท่านั้น ทว่าหลังจากนั้นราคาก็ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์เมื่อช่วงต้นปี 2018 ที่ราคา 0.12 ดอลลาร์ ก่อนที่จะร่วงลงมาจนมาอยู่ที่ 0.007650 ดอลลาร์ในปัจจุบัน

เหรียญ IOST ดีกว่า Ethereum

ปัจจุบันเหรียญ IOST นั้นอยู่ในอันดับที่ 54 ของโลก โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 91.6 ล้านดอลลาร์ อ้างอิงจาก coinmarketcap ซึ่งหากเทียบกับเหรียญที่นายอรรถกฤตกล่าวว่าจะมาเอาชนะมันได้นั้น ก็ยังถือว่าห่างไกลอีกมาก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

ราคา Bitcoin 

ราคา Bitcoin จะพุ่งไปแตะ 20,000 ดอลก่อนเดือนมีนาคมปี 2021 โดยสองนักวิจัย

ราคา Bitcoin อ้างอิงจากนักวิจัยตลาดจาก Canaccord Genuity Capital Markets

ราคา Bitcoin ก็คือบริษัทด้านบริหารความมั่งคั่งตั้งอยู่ในเมืองแวนคูเวอร์ประเทศแคนาดา กล่าวว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่ 20,000 ดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ก่อนเดือนมีนาคม 2021

ราคา Bitcoin จะพุ่งกลับมาที่ 20,000 ดอลลาร์
นักวิจัยนาม Michael Graham และ Scott Suh ชี้ให้เห็นถึงลูกค้าของพวกเขาผ่านกราฟว่ามันมีความคล้ายคลึงกันในรูปแบบการเทรดในช่วงปี 2011-2015 และปี 2015-2019 และถ้าแนวโน้มยังเป็นแบบนี้เหล่า HODLers อาจมีการ “เปลี่ยนแปลงโชคชะตา”

อย่างไรก็ตามพวกเราอาจต้องรอถึงมีนาคมปี 2021

“หากมองย้อนกลับไป ถ้าเทรนด์การเทรด Bitcoin ยังคงเป็นแนวโน้มเดียวกับปี 2011 ถึง 2017 นั่นหมายความว่า Bitcoin อยู่ในจุดต่ำสุดในตอนนี้แล้ว และในไม่ช้ามันจะกลับมาไปอยู่จุดสูงสุดที่ 20,000 ดอลลาร์อีกครั้งในเดือนมีนาคมปี 2021” นักวิจัยกล่าว

ราคา Bitcoin 

MarketWatch
@MarketWatch
This pattern suggests bitcoin could be en route to $20,000, in one chart https://on.mktw.net/2EwZsfr

นักวิจัยทั้งสองชี้ไปที่การปรับปรุงการ Scaling และการเติบโตของตลาดคริปโตในประเทศ และเป็นไปได้ว่าจะกลับมาแตะ 20,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

“แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา แต่เรามองเห็นว่าตัวเร่งทำปฎิกิริยาที่ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งก็คือสถาบันทางการเงินต่าง ๆ อย่าง Fidelity ที่เข้ามาโลดแล่นในอุตสาหกรรมคริปโตนั่นเอง”

เมื่อเดือนที่แล้วนาย Charlie Lee ผู้สร้าง Litecoin คาดว่า Bitcoin จะกลับมาในราคา 20,000 ดอลลาร์ภายในสามปีข้างหน้า

เห็นได้ชัดว่านาย Charlie Lee มีความสามารถพิเศษเมื่อพูดถึงการคาดการณ์ของราคา Bitcoin ย้อนกลับไปในปี 2017 ในเดือนธันวาคมนันเขาได้ขาย Bitcoin ไปหมดในช่วงราคา 20,000 ดอลลาร์ก่อนที่ราคาคริปโตจะล้มตายในปี 2018

John McAfee
@officialmcafee
People are waking up to the fact that Bitcoin will be $1,000 000. But when? “Someday”. “Maybe 5 years”. “WIthin a decade”. I’m the only one giving you a hard date: Dec 31st, 2020.https://www.chepicap.com/en/news/7612/-btc-years …”will-be-1-million-someday-says-jesse-lund-vp-of-blokchain-at-ibm.html

แต่บุคคลที่ทำนายราคา Bitcoin ได้แปลกกว่าใครคือนาย John McAfee ที่ทำนายว่าราคา Bitcoin จะไปแตะ 1,000,000 ดอลลาร์ในปี 2020

และก่อนหน้านี้นาย McAfee ได้ออกมากล่าวว่าถ้าหากเขาจะต้องแพ้พนันจริง ๆ นั้น เขาจะมา “ใช้โสเภณีในกรุงเทพ” ซึ่งการกล่าวของเขานั้นสร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยบางส่วนอย่างมาก

“ถ้าหากว่ามันถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดแล้ว และผมแพ้พนันราคา Bitcoin (โปรดจำไว้ว่าผมจะกินไอ้น้องชายของตัวเอง ไม่ได้บอกว่าจะตัด อันนั้นสื่อเป็นคนเพิ่มเข้ามา) ผมอาจจะไปมอบหมายงานให้กับทีมโสเภณีในกรุงเทพถ่ายทอดสด โดยมีคำแนะนำให้ปฏิบัติงานอย่างช้า ๆ จนกระทั่งผมเสร็จ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

CEO ของ Twitte

CEO ของ Twitter Jack Dorsey กล่าว Whitepaper ของ Bitcoin ทำให้ผมหลงมัน

CEO ของ Twitter นาย Jack Dorsey กล่าวว่าเขารู้สึกหลงไหลใน Bitcoin หลังจากที่อ่าน Whitepaper ที่ “สวยงาม”

CEO ของ Twitter  นาย Dorsey ยังยืนยันถึงความเชื่อที่ว่า Bitcoin และ Blockchain กำลังนำไปสู่การปฎิวัติของเทคโนโลยีอีกครั้ง

CEO ของ Twitter ปลื้มใน Bitcoin

CEO ของ Twitte
นาย Dorsey หรือ CEO ของแอปฯ ชำระเงิน Square กล่าวใน Podcast ของ Marty Bent โดยนาย Bent ได้ทวิตรูปภาพที่กำลังทำการสัมภาษณ์นาย Dorsey และนาย Dorsey ก็ได้ทวิตข้อความนั้น

Whitepaper ของ Bitcoin เป็นการเขย่าโลกของผมเลย
ใน Podcast นาย Dorsey ได้กล่าวว่าเข้าได้เริ่มให้ความสนใจในคริปโต ในขณะที่เขากำลังเติบโตที่ St. Louis Missouri “เรามีวัฒนธรรมในปมู่แฮ็กเกอร์สุดแข็งขัน”

นาย Dorsey กล่าวว่า “วันหนึ่งเขาได้รับ Whitepaper จาก Satoshi Nakamoto ผู้ที่สร้าง Bitcoin นาย Dorsey กล่าวว่ามันเป็นคำอธิบายที่ยอดเยี่ยมสำหรับ Bitcoin มันทำให้เขาต้องตะลึง”

ความหลงใหลใน Bitcoin ในปี 2017
เขายังชอบ Bitcoin แต่ก็ยังไม่ลงไปซื้อมันจนถึงเดือนมกราคมปี 2017 เมื่อเขาเข้าร่วมกับอีเว้น Cash App hack Week เขาได้ร่วมทำงานกับนาย Mike Brock เพื่อทำกลไลเกี่ยวกับการชำระเงินด้วย Bitcoin

โดยเขาได้กล่าวว่า:

“ฉันอยากรู้ว่าเราสามารถเก็บ bitcoin ได้หรือไม่ จากนั้นผมก็เดินข้ามถนนและใช้ Apple Pay โดยนำ Bitcoin ที่เรามีไปซื้อกาแฟสักถ้วย สัปดาห์ต่อมาหลังจากนั้น ผมซื้อกาแฟได้ด้วย มันยอดเยี่ยมจริง ๆ”

Bitcoin จะเป็นสกุลเงินบนอินเทอร์เน็ต
ในระหว่างการสัมภาษณ์ใน Podcast ของนาย Joe Rogan นาย Dorsey ประกาศว่า:

“Bitcoin คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต พัฒนาบนอินเทอร์เน็ตและทดสอบบนอินเทอร์เน็ต มันเป็นอินเทอร์เน็ต”

เขายังกล่าวอีกว่า:

“เรากำลังเคลื่อนไปสู่โลกที่เมื่อมีการถูกสร้างนั้น มันก็จะอยู่ตลอดกาลและจะไม่ถูกควบคุมแบบ Centralized ทุกอย่างกลายเป็น Decentralized และในทุกวันนี้พวกเราก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป”

Dorsey: ผมต้องการให้มันเกิดขึ้น
นาย Dorsey กล่าวว่าเหตุผลที่เขาตัดสินใจรวม Bitcoin ไว้ใน Cash App ของ Square ก็เพราะเขาต้องการที่จะอยู่แถวหน้าของขบวนการจ่ายเงินดิจิทัล เขาต้องการปฏิวัติมัน:

“ฉันไม่ต้องการรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับฉันหรือกับเราในฐานะบริษัท ผมต้องการช่วยให้มันเกิดขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่การรับ Bitcoin และ Cryptocurrency เพิ่มมากขึ้นนั้นน่าสนใจสำหรับเรา นอกเหนือจากปัญญาประดิษฐ์แล้วไม่มีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อ Square มากกว่าคริปโต ดังนั้นเราควรมีความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่งที่มันทำ และวิธีการที่ทำให้แน่ใจได้ว่าเราจะมีส่วนร่วมในสิ่งที่ดีของมัน”

ศักยภาพในอนาคต: ผมตื่นเต้นกับมันมาก

เมื่อเขาถูกถามว่าอะไรคือวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับสิ่งที่อินเทอร์เน็ตกำลังจะเกิดขึ้นนาย Dorsey กล่าวว่า:

“ลองนึกภาพดู เราเห็นได้ว่าศักยภาพของสกุลเงินทั่วโลกนั้น กำลังเติบโตมากขึ้น มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นแล้ว”

นาย Dorsey กล่าวว่า เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต, โทรศัพท์มือถือ, Laptop และ Tablet ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก” สิ่งนี้จะเป็นจริงกับ Bitcoin, Blockchain และสกุลเงินดิจิทัล

นาย Dorsey เกือบอิจฉาเด็กยุคใหม่ ๆ ที่ต้องเผชิญกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยตั้งแต่เด็ก ๆ และได้ค้นพบศักยภาพที่ไม่มีขีดจำกัดของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562 อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว กราฟจาก Coindesk เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้ สภาวะปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้ สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้

ราคาเหรียญ Ethereum กำลังเพิ่มขึ้นก่อนการ Hard fork มะรืนนี้ อะไรคือสิ่งที่ควรรู้

ราคาเหรียญ Ethereumราคาและโวลลุ่มของ Ethereum กำลังผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ราคาเหรียญ Ethereum ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว

ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562

อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว

หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น

ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว

 ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562 อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว กราฟจาก Coindesk เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้ สภาวะปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้ สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้

กราฟจาก Coindesk

เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที

โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้

สภาวะปัจจุบัน

 ซึ่งถือเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของเหรียญดังกล่าว ตัว hard fork ที่ชื่อว่า Constantinople ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเวลา block ที่ 7,280,000 โดยในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ เวลา block ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ 7,273,987 แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะมีเวลานับถอยหลังที่ประมาณ หนึ่งวัน กับอีก 9 ชั่วโมง อ้างอิงจาก Ether Scan ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงตีสามของวันที่ 1 มีนาคม 2562 อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดดังกล่าวนั้นอาจดึงความสนใจจากทั้งทางนักพัฒนาและผู้ใช้งานให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น ตามที่ข้อมูลกราฟในอดีตจาก Coindesk ได้เผยให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนโวลลุ่มเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมีการอัพเกรดดังกล่าว หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือตัวอัพเกรด Byzantium ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2017 ซึ่งส่งผลทำให้นักเทรดที่เปิด short ขายไว้ ต้องหันมาเปิด long position ทันที เนื่องจากว่าราคาของมันเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในระยะเวลาอันสั้น ตามที่กราด้านบนเผยให้เห็น นักเทรดนั้นไม่กล้าที่จะลงทุนในช่วงวันที่ 18 เดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งเดือนก่อนการ hard fork จนกระทั่งเลยการ hard fork ไปแล้ว กราฟจาก Coindesk เมื่อทุกอย่างจบลง หลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน เครื่องมือ Chaikin Money Flow (CMF) ได้เผยให้เห็นถึงโมเมนตัมของแรงซื้อที่ผลักให้ราคานั้นเลยจุด sideway 20 วันออกไป กลายเป็นขาขึ้นทันที โดยรวมนั้น มันใช้เวลา 34 วันหลังจากการ hard fork สำหรับเหรียญ ETH ในการที่จะทะลุผ่าน channel ของช่วงราคา sideway ซึ่งนั่นหมายความว่าหากประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ราคาของเหรียญดังกล่าวอาจจะมีเทรนด์การ sideway ไปสักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ตัวอัพเกรด Constantinople เกิดขึ้นก็เป็นได้ สภาวะปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้ สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้
ทว่าสิ่งที่เราควรจะให้ความสนใจมันในตอนนี้ก็คือตลาดหมีโดยรวมของ cryptocurrency ในปัจจุบัน

คู่การซื้อขาย ETH/USD ในปัจจุบันนั้นยังคงดูไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่มีการเทขายเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยราคานั้นร่วงลงไปถึง 17% หลังจากที่มันขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือนก่อนหน้านี้ ทว่าค่าจากตัวอินดิเคเตอร์ CMF ในปัจจุบันยังเหนือเลข 0 อยู่ ดังนั้นมันอาจจะด่วนสรุปไปว่าราคานั้นจะร่วงลง

แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดหมียังคงเป็นแบบนี้ต่อไป จนส่งผลให้สภาพราคาร่วงลงไปเรื่อย ๆ แรงเทขายนั้นอาจจะมีมากขึ้น จนทำให้ราคาร่วงลงอย่างสั้น ๆ อย่างรวดเร็ว และมันอาจจะร่วงลงไปหาจุดแนวรับที่ 123 ดอลลาร์ได้

สรุปคือ หากตัว hard fork อัพเกรด Constantinople กำลังเดินตามหลังตัว hard fork นามว่า Byzantium นั้น ราคาของ Ether ควรที่จะร่วงลงมาไม่ถึง 20% และตลาดอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการเคลื่อนตัวเป็นขาขึ้น หลังจากที่มีการ hard fork แล้ว และนักลงทุนอาจต้องเตรียมตัว

ก่อนหน้านี้ตัวอัพเกรด Constantinople นั้นถูกเลื่อนออกไปไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค ทว่าภายหลังจากนั้นมันก็ถูกตั้งวันอัพเกรดใหม่ ให้เป็นวันนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com