นักลงทุนต้องพินาศย่อยยับ

Ripple ตัดพ้อ คดีเรื่องเหรียญ XRP ว่าเป็นหลักทรัพย์อาจส่งผลกระทบแรง นักลงทุนต้องพินาศย่อยยับ

นักลงทุนต้องพินาศย่อยยับ

ในขณะนี้ Ripple ยังคงยุ่งไปกับการต่อสู้คดีในปี 2018 ที่กล่าวหาว่า XRP นั้นเป็นหลักทรัพย์ที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนที่ถูกต้อง

Ripple นั้นได้ถูกกดดันจากนักลงทุนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้เรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายที่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากอะไร

โดยนาย Bradley Sostack กล่าวหาว่าบริษัท Ripple ได้ขายเหรียญ XRP อย่างผิดกฎหมายและเป็นหลักทรัพย์ที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน แต่ Ripple ก็ได้อ้างว่าเหรียญ XRP นั้นไม่ใช่หลักทรัพย์ทางการเงินและกล่าวว่าการอ้างสิทธิ์นั้นยังไม่มีความชัดเจนมากพอ นอกจากนี้บริษัทยังกล่าวอีกด้วยว่าการฟ้องร้องคดีในประเด็นนี้จะเป็นการละเมิดข้อจำกัดและจะต้องได้รับการยื่นภายใน 3 ปี นับจากการเสนอขายโปรเจคเหรียญ ICO ครั้งแรกของ XRP ในปี 2013

อย่างไรก็ตามทีมกฎหมายของ Sostack ได้แย้งว่ากฎเกณฑ์ข้อจำกัดนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า Ripple ยังคงขายเหรียญ Xrp ของพวกเขาต่อไป

ในขณะเดียวกัน Ripple ก็อ้างว่าการจัดประเภท XRP เป็นหลักทรัพย์นั้นอาจทำลายตลาดของ XRP ทั้งหมดได้ โดยรายงานจากทีมกฎหมายของ Ripple ระบุว่า :

“เมื่อ Sostack ได้รับอนุญาตให้จัดประเภทสินทรัพย์ของ XRP มันไม่เพียงแต่จะทำลายยูทิลิตี้ของ XRP เท่านั้น แต่มันจะเป็นการเพิ่มโอกาสในทำลายตลาด XRP ในวงกว้างขึ้นอีกด้วย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันจะทำลายมูลค่าของเหรียญ XRP (ดังนั้นไม่สงสัยเลยว่านักลงทุนหลายคนจะไม่เห็นด้วยกับ [Sostack]) “

นาย Jake Chervinsky ที่ปรึกษาทั่วไปของแพลตฟอร์มสินเชื่อคริปโตกล่าวว่า มันยังไม่ชัดเจนว่าผู้พิพากษาจะใช้เวลาพิจารณาคดีของ Ripple นานแค่ไหน แต่เขาเตือนว่าอาจใช้เวลาสักพักใหญ่

“ตามปกติแล้วผู้พิพากษามักจะ ‘รับเรื่องภายใต้การยินยอม’ ซึ่งหมายความว่าผู้พิพากษาจะออกคำตัดสินเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง โดยอาจใช้เวลาเป็นวัน , สัปดาห์หรือเป็นเดือนก็เป็นได้”

นักลงทุนต้องพินาศย่อยยับ

จัดอันดับให้บริษัท

Fortune จัดอันดับให้บริษัท Ripple เป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานที่ดีที่สุดในปี 2020

Fortune จัดอันดับให้บริษัท Ripple 

เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทด้านบล็อกเชนยักษ์ใหญ่ด้านบล็อกเชนที่เรารู้จักกันดี ‘ Ripple’ ได้ติดโผอยู่ในรายชื่อหนึ่งในสถานที่การทำงานขนาดเล็กและขนาดกลางที่ดีที่สุดในซานฟรานซิสโก โดยนาย Brad Garlinghouse CEO ของ Ripple กล่าวว่า “ทุกวันนี้เขารู้สึกต่ำต้อยอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มีความสามารถอย่างไม่น่าเชื่อของบริษัท”

ปัจจุบัน Ripple เป็นบริษัทด้านคริปโตเคอเรนซี่เพียงบริษัทเดียวที่มีรายชื่อติดอยู่ในอันดับที่ 25 ของ Fortune สำหรับสถานที่การทำงานที่ดีที่สุดของปีนี้

“บริษัทมีการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสอยู่เสมอสำหรับพนักงาน ซึ่งเป็นไปด้วยดีสิ่งที่ดีและไม่ดี ซึ่งบริษัทมีการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการซื่อสัตย์กับตัวเอง ซึ่งนั้นได้ช่วยให้บริษัทเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง” หนึ่งในคำกล่าวยกย่องบริษัท Ripple

ความก้าวหน้าของบริษัท Ripple
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมาทาง Fortune ได้จัดอันดับให้ Ripple เป็นหนึ่งในบริษัทบริเวณเขตเบย์แอเรียที่ดีที่สุดสำหรับการทำงาน ซึ่งนั่นเป็นการแซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ เช่น Nvidia และ Hilton

นอกจากนั้นแล้วในเดือนเดียวกันนี้นิตยสารด้านธุรกิจชื่อดัง Forbes ก็ได้ตีพิมพ์ลิสต์บริษัทนามว่า Fintech 50 โดยชูบริษัทที่มีนวัตกรรมมากที่สุดแห่งปี 2019 และรวมถึงบริษัทด้าน blockchain ทั้งหมด 6 บริษัท ซึ่งหนึ่งในนั้นมี Ripple ติดโผอยู่ด้วย :

-IT Technology Review ได้ใส่ชื่อของ Ripple เข้าไปในลิสต์ “50 บริษัทที่ฉลาดที่สุดแห่งปี 2014“

-เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2015 Ripple นั้นได้รับรางวัลจาก World Economic Forum เนื่องในโอกาสที่พวกเขาเป็น “Technology Pioneer” โดยรางวัลดังกล่าวจะถูกมอบให้กับบริษัทด้านเทคโนโลยีทั่วโลกที่สามารถแสดงถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน รวมถึงการสร้างโซลูชั่นในการพัฒนาสังคมและอนาคตอีกด้วย

-เมื่อเดือนธันวาคมปี 2015 Ripple ได้อยู่บนลิสต์ “Fintech 50” ของ Forbes ซึ่งนั่นหมายความว่าปีนี้ถือเป็นครั้งที่สอง

-เมื่่อเดือนมิถุนายนปี 2016 นิตยสาร Fortune เรียก Ripple ว่าเป็นหนึ่งใน “5 บริษัทด้าน Fintech ที่ร้อนแรงที่สุด“

ย้อนกลับไปในเดือนกันยายนปี 2012 นาย Chris Larsenและนาย Jed McCaleb ได้ก่อตั้งบริษัทด้านฟินเท็คนามว่า OpenCoin ขึ้นมาหลังจากนั้นเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2013 นาย McCaleb ก็ลาออกจากบริษัทตัวเองและเมื่อวันที่ 26 กันยายนในปีเดียวกัน OpenCoin ก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น Ripple Labs (“Ripple”)

Ripple เป็นบริษัทที่มุ่งมั่นอย่างมากที่จะปฏิวัติระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบดั้งเดิม ซึ่งบริษัทได้เปิดตัวการระดมทุนสตาร์ทอัพและได้รับเงินทุนเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์ จนกระทั่งในปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าเติบโตเพิ่มสูงขึ้นถึง 10,000 ล้านดอลลาร์แล้วในขณะนี้

ในปี 2019 บริษัท Ripple มีพนักงานในอเมริกาอยู่ที่ราว ๆ 235 คน แต่ถึงอย่างนั้น บริษัทก็ได้สูญเสียสมาชิกในทีมคนสำคัญไปบางส่วน รวมถึงนาย Evan Schwartz ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี Interledger ซึ่งเขาได้มีทำงานร่วมกับบริษัท Ripple มายาวนานถึง 6 ปีครึ่งเลยทีเดียว

จัดอันดับให้บริษัท

ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองคริปโตของตนเองในแอฟริกาแล้ว

นักร้องชื่อดัง Akon ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองคริปโตของตนเองในแอฟริกาแล้ว

ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองคริปโตของตนเองในแอฟริกาแล้ว

ในวันนี้นาย Akon แรปเปอร์ชื่อดังได้รับอนุญาติให้สร้างเมืองสกุลเงินดิจิตอลเป็นของตัวเองแล้ว โดยเมืองของเขาจะตั้งอยู่ในประเทศเซเนกัล ทวีปแอฟริกาและมีชื่อว่า Akon City เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้ง

เมืองสกุลเงินดิจิตอลนี้จะมีอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิตอลใหม่ที่มีชื่อว่าเหรียญ Akoin

ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองคริปโตของตนเองในแอฟริกาแล้ว

นาย Akon นั้นมีชื่อจริงว่า Aliaume Thiam ในวัย 45 ปีเขาเป็นนักดนตรีประสบความสำเร็จ และนอกจากนั้นยังลงทุนในธุรกิจต่างๆ และงานการกุศลอีกมากมาย

หนึ่งในงานการกุศลของเขามีชื่อว่า Akon Lighting Africa ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์สนับสนุนพลังงานโซล่าเซลล์ในทวีปแอฟริกา โปรเจ็คต์นี้ได้รับการยอมรับจากองค์กรสหประชาชาติหรือ UN มีข้อมูลว่าโปรเจ็คต์นี้มีเครือข่ายในทวีปแอฟริกาถึง 25 ประเทศ

โดยเขาได้โพสต์ในทวิตเตอร์หลักของตนในวันอังคารว่าเขาได้รับการอนุญาติให้สร้างเมือง Akon City อย่างเป็นทางการแล้ว

“เพิ่งจะทำข้อตกลงเกี่ยวกับ Akon City สำเร็จ ผมหวังว่าจะสามารถจัดปาร์ตี้ให้พวกคุณทุกคนที่นั้นได้ในอนาคต”ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองคริปโตของตนเองในแอฟริกาแล้ว

นาย Akon นั้นเป็นศิลปินที่มีเชื้อสายมาจากเซเนกัลและเขามีความสัมพันธ์กับประเทศเซเนกัลอย่างมากเพราะเขาได้รับพื้นที่กว่า 2,000 เอเคอร์จากประธานธิบดีของ Senegal นาย Macky Sall

พื้นที่ 2,000 เอเคอร์นี้ตั้งอยู่ในระยะห่างแค่ 5 นาทีจากสนามบินแห่งชาติใหม่ของเซเนกัล นอกจากนั้นมันยังอยู่ใกล้กับชายหาดและเมือง Dakar ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเซเนกัล

โปรเจ็คต์ Akon City เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2018 นับตั้งแต่ที่เขาได้ประกาศในงาน Cannes Lions International Festival ว่าจะทำเหรียญคริปโตเป็นของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้นเขาจะนำเหรียญนี้ไปใช้กับเมือง Akon City ในประเทศแอฟริกาแบบ 100 เปอร์เซ็นต์

นาย Akon หวังว่าเหรียญ Akoin ของตนจะเป็นตัวช่วยชีวิตทวีปแอฟริกา ถิ่นเกิดของตน ในงานแถลงข่าวเขาเคยพูดไว้ว่า

“ผมคิดว่าคริปโตและ Blockchain อาจช่วยชีวิตให้กับทวีปแอฟริกาในหลาย ๆ ทาง คริปโตนั้นจะนำอำนาจกลับคืนสู่ประชาชน และทำให้เงินตรามีความปลอดภัย ยังช่วยให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่พวกเขาต้องการ และสุดท้ายรัฐบาลไม่สามารถเข้ามาทำหรือยุ่งเกี่ยวอะไรได้”

เมือง Acon City ถูกจดทะเบียนว่าเป็นแคมเปญสิ่งแวดล้อมและหมู่บ้านสำหรับการท่องเที่ยว และในสัปดาห์ที่ผ่านมานาย Akon ได้เซ็นข้อตกลงกับบริษัทท่องเที่ยวของรัฐบาลเซเนกัล SAPCO

Akon City จะเป็นเมืองแห่งแรกบนโลกที่ใช้พลังงานทดแทน 100 เปอร์เซ็น และมันมีแผนการก่อสร้างหลายเฟสในอีก 10 ปีข้างหน้าถึงจะเสร็จสมบูรณ์ โดยในเมืองนี้จะมีทุกอย่างที่ที่คนเมืองต้องการไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยสวนสาธารณะมหาวิทยาลัยและโรงเรียน

By Thus Prinyaknitม.ค. 15, 2020
นักร้องชื่อดัง Akon ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองคริปโตของตนเองในแอฟริกาแล้ว ข่าวคริปโตเคอเรนซี่, ต่างประเทศ217 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน

ในวันนี้นาย Akon แรปเปอร์ชื่อดังได้รับอนุญาติให้สร้างเมืองสกุลเงินดิจิตอลเป็นของตัวเองแล้ว โดยเมืองของเขาจะตั้งอยู่ในประเทศเซเนกัล ทวีปแอฟริกาและมีชื่อว่า Akon City เช่นเดียวกับผู้ก่อตั้ง

เมืองสกุลเงินดิจิตอลนี้จะมีอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิตอลใหม่ที่มีชื่อว่าเหรียญ Akoin

นาย Akon นั้นมีชื่อจริงว่า Aliaume Thiam ในวัย 45 ปีเขาเป็นนักดนตรีประสบความสำเร็จ และนอกจากนั้นยังลงทุนในธุรกิจต่างๆ และงานการกุศลอีกมากมาย

หนึ่งในงานการกุศลของเขามีชื่อว่า Akon Lighting Africa ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์สนับสนุนพลังงานโซล่าเซลล์ในทวีปแอฟริกา โปรเจ็คต์นี้ได้รับการยอมรับจากองค์กรสหประชาชาติหรือ UN มีข้อมูลว่าโปรเจ็คต์นี้มีเครือข่ายในทวีปแอฟริกาถึง 25 ประเทศ

โดยเขาได้โพสต์ในทวิตเตอร์หลักของตนในวันอังคารว่าเขาได้รับการอนุญาติให้สร้างเมือง Akon City อย่างเป็นทางการแล้ว

“เพิ่งจะทำข้อตกลงเกี่ยวกับ Akon City สำเร็จ ผมหวังว่าจะสามารถจัดปาร์ตี้ให้พวกคุณทุกคนที่นั้นได้ในอนาคต”

ได้รับอนุญาตให้สร้างเมืองคริปโตของตนเองในแอฟริกาแล้ว
AKON

@Akon
Just finalized the agreement for AKON CITY in Senegal. Looking forward to hosting you there in the future

ดูรูปภาพบนทวิตเตอร์
20K
02:25 – 14 ม.ค. 2563
ข้อมูลโฆษณาของทวิตเตอร์และความเป็นส่วนตัว
6,196 คนกำลังพูดถึงสิ่งนี้
นาย Akon นั้นเป็นศิลปินที่มีเชื้อสายมาจากเซเนกัลและเขามีความสัมพันธ์กับประเทศเซเนกัลอย่างมากเพราะเขาได้รับพื้นที่กว่า 2,000 เอเคอร์จากประธานธิบดีของ Senegal นาย Macky Sall

พื้นที่ 2,000 เอเคอร์นี้ตั้งอยู่ในระยะห่างแค่ 5 นาทีจากสนามบินแห่งชาติใหม่ของเซเนกัล นอกจากนั้นมันยังอยู่ใกล้กับชายหาดและเมือง Dakar ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเซเนกัล

โปรเจ็คต์ Akon City เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2018 นับตั้งแต่ที่เขาได้ประกาศในงาน Cannes Lions International Festival ว่าจะทำเหรียญคริปโตเป็นของตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้นเขาจะนำเหรียญนี้ไปใช้กับเมือง Akon City ในประเทศแอฟริกาแบบ 100 เปอร์เซ็นต์

นาย Akon หวังว่าเหรียญ Akoin ของตนจะเป็นตัวช่วยชีวิตทวีปแอฟริกา ถิ่นเกิดของตน ในงานแถลงข่าวเขาเคยพูดไว้ว่า

“ผมคิดว่าคริปโตและ Blockchain อาจช่วยชีวิตให้กับทวีปแอฟริกาในหลาย ๆ ทาง คริปโตนั้นจะนำอำนาจกลับคืนสู่ประชาชน และทำให้เงินตรามีความปลอดภัย ยังช่วยให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่พวกเขาต้องการ และสุดท้ายรัฐบาลไม่สามารถเข้ามาทำหรือยุ่งเกี่ยวอะไรได้”

เมือง Acon City ถูกจดทะเบียนว่าเป็นแคมเปญสิ่งแวดล้อมและหมู่บ้านสำหรับการท่องเที่ยว และในสัปดาห์ที่ผ่านมานาย Akon ได้เซ็นข้อตกลงกับบริษัทท่องเที่ยวของรัฐบาลเซเนกัล SAPCO

Akon City จะเป็นเมืองแห่งแรกบนโลกที่ใช้พลังงานทดแทน 100 เปอร์เซ็น และมันมีแผนการก่อสร้างหลายเฟสในอีก 10 ปีข้างหน้าถึงจะเสร็จสมบูรณ์ โดยในเมืองนี้จะมีทุกอย่างที่ที่คนเมืองต้องการไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยสวนสาธารณะมหาวิทยาลัยและโรงเรียน

แต่ท่าทางนาย Akon จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคเท่าไหร่นักเมื่อนักข่าวถามถึงเทคโนโลยีของเหรียญนี้ทาง Akon ตอบว่า: “ผมมีแต่แนวคิด ผมจะปล่อยให้โปรแกรมเมอร์เป็นคนพัฒนาละกัน”

นาย Akon วางแผนว่าเมือง Akon City จะเป็นเหมือนประเทศ Walanda ในหนังเรื่อง Black Panther ของจักรวาลหนังมาร์เวล

เหรียญ Akoin นั้นยังไม่เปิดตัวในตอนนี้ แต่ทางผู้สร้างมีแผนจะให้มันเปิดตัวภายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020 นอกจากจะเป็นสกุลเงินในเมือง Akon City แล้วมันยังมีแผนที่จะเป็นเหรียญสกุลเงินดิจิตอลหลักทวีปแอฟริกาและเป็นเหรียญแนวหน้าของโลกด้วย

ในตอนนี้ทางเหรียญ Akoin มีคำขวัญว่า

“หนึ่งแอฟริกา หนึ่งเหรียญสกุลดิจิตอล”

นาย Akon นั้นไม่ใช่บุคคลดังคนเดียวที่สนใจเรื่องสกุลเงินดิจิตอลในทวีปแอฟริกา ล่าสุดนาย Jack Dorsey ซีอีโอของทวิตเตอร์เพิ่งเดินทางไปทวีปแอฟริกาพร้อมกับแผนการขยายธุรกิจคริปโตที่นั้น นอกจากนั้นทางสหประชาชาติ (UN) เพิ่งรายงานว่าทวีปแอฟริกาอาจจะกลายเป็นตลาดสกุลเงินดิจิตอลแห่งต่อไป

Akon เองก็มักเป็นคนที่มีแผนการใหญ่เสมอ ปีที่แล้วเขาเคยกล่าวกับสื่อว่าจะลงสมัครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้ก็มีนักร้องชื่อดังต่าง ๆ เข้ามาสู่วงการคริปโตเช่น Jay-Z หรือเมืองไทยก็มีเช่น Rapper ชื่อดังอย่างขันเงิน หนึ่งในสมาชิกวงดนตรีแรพชื่อดังไทยเทเนี่ยมนั่นเอง…

โซเชียลด้านหางาน

โซเชียลด้านหางาน LinkedIn จัดให้ Blockchain เป็น 1 ใน 10 ทักษะแห่งปี 2020 แล้ว

โซเชียลด้านหางาน LinkedIn จัดให้ Blockchain เป็น 1 ใน 10 ทักษะ

แนวโน้มของโลกในขณะมองว่าบล็อกเชนได้กลายเป็น “Hard Skill” ที่บริษัทต่างมองหาในตัวผู้สมัครงาน อ้างอิงจากรายงานการวิจัยของ LinkedIn

ผู้ที่มีความรู้ด้านบล็อกเชนกลายเป็นที่ต้องการในสังคมการจ้างงาน จนกระทั่งมีรายงานออกมาว่าบล็อกเชนได้กลายเป็น Hard Skill ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมันและออสเตรเลียแล้ว โดยทักษะหรือ Skill นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Hard Skill และ Soft Skill ซึ่ง Hard Skill นี้คือความสามารถของบุคคลในการทำงานบางอย่างที่เฉพาะเจาะจง ส่วน Soft Skill นี้จะเป็นทักษะทั่วๆ ไป เช่น วิธีการทำงาน ปรับตัวอย่างใด มีการประสานงานอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไรหรือตัดสินใจอย่างไร เป็นต้น

บริษัทต่างๆ เริ่มมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนมากขึ้น เทคโนโลยีบล็อกเชนได้กลายมาเป็นโซลูชั่นในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นบริษัทที่ให้บริการทางการเงินเท่านั้นที่จะต้องนำบล็อกเชนมาใช้ เพราะมันสามารถนำไปใช้ได้กับทุกบริษัทขึ้นอยู่กับว่าต้องการที่จะนำประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ด้านอะไร

บริษัทที่นำบล็อกเชนมาใช้ประกอบด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย เช่น IBM, Oracle, JPMorgan Chase, Microsoft (LinkedIn’s parent company), Amazon และ American Express ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีบล็อกเชนก็ถูกนำไปใช้ในอุตสาหรกรรมตั้งแต่การขนส่ง การดูแลสุขภาพ การตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร จนกระทั่งไปถึงอุตสาหกรรมเกม

นอกจากนี้ทักษะที่เป็นที่ต้องการไม่แพ้กับทักษะด้านบล็อกเชนก็คือทักษะด้านคอมพิวเตอร์, AI, การออกแบบ UX และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ถือเป็น Hard Skill ที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานมากๆ ในตอนนี้

แนวโน้มการจ้างงานของบริษัทต่างๆ มองหาผู้มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการมีความรู้ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ที่มีความรู้ด้านนี้เป็นอย่างมาก…

ยังคงต่ำกว่าราคาตลาด

รายงานใหม่เผยมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ยังคงต่ำกว่าราคาตลาด หวั่นราคาร่วงเร็ว ๆ นี้

Bitcoin ยังคงต่ำกว่าราคาตลาด หวั่นราคาร่วงเร็ว ๆ นี้

อ้างอิงข้อมูลจากบล็อกโพสต์ของทาง bloomberg ที่เผยแพร่ในวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมาว่า มูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin (การประเมินมูลค่าจริงที่แท้จริง) ยังต่ำกว่าราคาตลาด

ในขณะนี้มูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงต่ำกว่าราคาตลาด เนื่องจากความแตกต่างที่สำคัญของราคาในช่วงกลางปีที่แล้ว โดยทาง JPMorgan ได้ทำการคำนวณมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ซึ่งเป็นการประเมินจากต้นทุนในการผลิต รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่เกี่ยวกับกับการขุด Bitcoin

ยังคงต่ำกว่าราคาตลาด

“ราคาตลาดของ bitcoin นั้นลดลงเกือบ 40% จากจุดสูงสุด ในขณะที่มูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้นประมาณ 10%” แต่ “ช่องว่างของราคายังไม่ปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ แสดงว่าตลาดยังคงมีความเสี่ยงที่จะกลับไปเป็นแนวโน้มขาลง” กล่าวโดยนาย Nikolaos Panigirtzoglou นักวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ของ JPMorgan

ก่อนหน้านี้ทางสื่อข่าวการเงินระดับโลก Bloomberg ได้ชี้ชัดแล้วว่าราคา Bitcoin กำลังเตรียมพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้ เนื่องจากการที่ Bitcoin จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้นั้น จำนวน Supply (จำนวน Bitcoin ที่มี) จะต้องมีค่าคงที่ และในแง่ของการยอมรับนั้นก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (Demand) ซึ่งตามหลักการแล้ว เมื่อ Supply คงที่ และ Demand เพิ่มขึ้น มูลค่าของสิ่งนั้นก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว JPMorgan ยังมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การเปิดตัว Bitcoin Option ของ CME ในวันนี้จะผลักดันให้ผู้คนหันมาสนใจลงทุนในตลาดคริปโตเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสินว่า Bitcoin จะกลายเป็นกระแสหลักของโลกหรือไม่…

แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

อดีตนักเทรด Wall Street ชื่อดังเชื่อ Bitcoin จะไม่พุ่งแตะ $250,000 ในปี 2022 แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

เว็บไซต์ U.Today รายงานว่านาย Tone Vays อดีตนักเทรดในตลาดหุ้นวอลสตรีทกล่าวว่าเขานั้นมั่นใจ “มากกว่าเดิม” ว่า Bitcoin จะอยู่ในขาลง หลังจากที่เขาได้รับชมรายการ “Fast Money” ของช่อง CNBC ที่เป็นการสัมภาษณ์ของนาย Tim Draper ผู้ซึ่งออกมาคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin จะขึ้นไปถึง 250,000 ดอลลาร์

นาย Tim Draper เป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านผู้เชื่อมั่นใน Bitcoin เขาเชื่อมั่นว่าราคา Bitcoin จะพุ่งไปถึง 250,000 ดอลลาร์ภายในครึ่งปีหรือ 1 ปีหลังจากการ Halvening ครั้งต่อไปในเดือนพฤษภาคม 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้นาย Draper ก็เคยออกมาทำนายราคาเช่นนี้ตามที่ทางสยามบล็อคเชนรายงาน เขาเคยแนะนำด้วยว่า Bitcoin จะครองส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกมากกว่า 5% ภายใน 2023 ผู้คนต่างเคยหัวเราะเยาะที่นาย Tim Draper เคยซื้อ Bitcoin เกือบ 30,000 เหรียญจากการประมูลของ US Marshals Service ในปี 2014 ที่ราคา 600 ดอลลาร์ ซึ่งอีกหนึ่งปีต่อมาราคา Bitcoin ก็ร่วงลดลงไปเกือบ 200 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2015 อย่างไรตามดูเหมือนว่ากลังจากนั้นนาย Tim Draper จะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้ายเมื่อราคา Bitcoin ได้พุ่งขึ้นแตะระดับ 20,000 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2017 โดยเมื่อย้อนกลับไปในปี 2014 เขาคาดการณ์ว่าราคาเหรียญจะจบลงที่ตัวเลขห้าหลักภายในสามปี ซึ่งนั่นเป็นการคาดการณ์ที่โด่งดังอย่างมากในวงการคริปโต เขาเคยกล่าวว่า:

“ผมคิดว่าในท้ายสุดนั้น พวกเขาจะนำมันไปใช้จ่ายเมื่อพวกเขารู้สึกว่ามูลค่าของมันเพิ่มขึ้นมาเยอะพอสมควร แต่มูลค่าที่ 250,000 ดอลลาร์ต่อ Bitcoin ในปี 2022 มันอาจเป็นปี 2023 นะ แต่ว่ามันก็ยังอยู่ในระดับนั้นอยู่ และหากมันถึงระดับนั้น มันก็ยังคิดเป็นแค่ 5% ของตลาดสกุลเงินทั้งโลกเท่านั้น ดังนั้นผมจึงเข้าใจว่าทำไมผู้คนที่ยังศรัทธาในตัวมันอยู่ ยังคงถือเจ้าเหรียญตัวนี้”

“มันเป็นไปได้สูงที่เราจะเห็น Bitcoin พุ่งไปที่ 250,000 ดอลลาร์ภายในปี 2022 หรือต้นปี 2023 โดยมีเหตุผลจากผู้ใช้ที่เริ่มปรับตัวเข้าหา Bitcoin และผมคิดว่า Bitcoin กำลังค่อยแพร่ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ใช้”

หลังจากที่รับชมรายการนาย Tone Vays โพสต์ในทวิตเตอร์ของเขาโดยแปลได้ว่า:

“หลังจากที่ผมฟังข่าวราคา Bitcoin ใน @CNBCFastmoney ที่มีนาย Tim Draper ขึ้นมาพูดว่า Bitcoin จะสามารถขึ้นไปที่ 250,000 ดอลลาร์ภายในปี 2022 นั้นผมมั่นใจยิ่งกว่าเมื่อตอนเช้านี้ว่า Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงขาลง”

เลือกคนที่คุณจะลงทุนสวน
แต่เมื่อมองดูที่ประวัติของทั้งฝั่งนาย Tone Vays และช่อง CNBC แล้วเราจะพบว่าทั้งสองนั้นเป็นแหล่งข่าวที่นักลงทุนเชื่อว่าควรลงทุนสวนกับข่าวที่ทั้งสองฝั่งลง

นาย Tone Vays นั้นเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการอยู่พอสมควรตั้งแต่ที่เขาเคยวิเคราะห์ตลาดขาลงผิดอย่างรุนแรงหลายครั้ง หลายครั้งผลปรากฎว่าตลาดเคลื่อนตัวตรงข้ามกับคำทำนายของเขาทำให้นักลงทุนหลายคนเลือกที่จะลงทุนไปในทิศทางที่สวนกับการวิเคราะห์ของเขา

แต่ถึงอย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ว่าราคาของ Bitcoin จะลงไปต่ำกว่า 7,000 ดอลลาร์ก็แม่นยำเป็นไปตามความจริง ในตอนนั้นราคา Bitcoin ร่วงไปที่ 6,500 ดอลลาร์สองวันหลังจากที่นาย Tone Vays โพสต์บอกในทวิตเตอร์

ส่วนทาง CNBC นั้นก็ถูกพิสูจน์ด้วยการคำนวณเป็นกราฟสถิติอย่างจริงจังว่านักลงทุนควรลงทุนสวนกับข่าววิเคราะห์ของช่องเสมอ โดยนาย Jacob Canfield สร้างกราฟสถิติขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีข่าว CNBC บอกว่าตลาดขึ้นจะกลายเป็นว่าเป็นช่วงขายที่ดี ส่วนตลาดขาลงจะเป็นสัญญาณบอกว่าตลาดกำลังจะผันกลับมาเป็นขึ้น ทั้งหมดนี้จึงอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นาย Tone Vays และผู้คนอีกจำนวนมากถึงบอกว่าตนไม่เชื่อคำพูดของนาย Tim Draper

Bitcoin ยังสามารถลงไปที่ 5,000 ดอลลาร์ได้
ในช่วงนี้นักลงทุนกำลังมีความหวังว่า Bitcoin กำลังจะกลับมาขึ้นอีกครั้งเพราะล่าสุดมันเพิ่งดีดตัวจาก 6,500 ดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กำลังรายงานข่าวชิ้นนี้ Bitcoin ก็กำลังถูกซื้อขายกันในราคา 7,170 ดอลลาร์ ซึ่งมันไม่ได้เคลื่อนตัวไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งมาหลายวันแล้ว

แต่ทว่านาย Josh Rager ก็ออกมาโพสต์ในทวิตเตอร์ว่าราคา Bitcoin นั้นตอนนี้นั้นยังอยู่ห่างไกลจากสภาวะตลาดขาขึ้นจนกว่ามันจะดีดกลับขึ้นมาและทำลายเพดานแนวต้านระดับ 8,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นระดับราคาที่มันไม่เคยแตะตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน

แน่นอนคาดราคาจะร่วงหนักกว่าเดิม

 

“คิดว่า Bitcoin จะกลับมาเป็นขาขึ้นหลังจากที่เห็นมันขึ้นมา 1,000 ดอลลาร์ ถอยออกมาแล้วมองดูใหม่สิ ราคาของ Bitcoin ยังอยู่ในขาลง

ในกรณีราคา Bitcoin ร่วงหนักทำลายแนวรับไปมากกว่านี้ เขาวิเคราะห์ว่าระดับราคา 5,300 ดอลลาร์จะเป็นจุดที่ดีสำหรับการเข้าซื้อ…

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้

1. Schwab และ Ameritrade เตรียมเดิมพันครั้งใหญ่
อนาคตของบริษัทนายหน้าสหรัฐฯ กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากออกมาประกาศว่าบริษัท Charles Schwab (NYSE:SCHW) กำลังหารือกันเพื่อควบรวมกิจการกับ TD Ameritrade (NASDAQ:AMTD) ซึ่งหากการตกลงกันครั้งนี้ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลป้องกันการผูกขาด จะถือว่าเป็นการรวมตัวกันของสองบริษัทนายหน้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เลยทีเดียว

ทั้งนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หน่วยงานรัฐจะอนุมัติ เนื่องจากขณะนี้บริษัทนายหน้าทั้งสองได้รับแรงกดดันอย่างมากจากบริษัทสตาร์ทอัพผู้ให้บริการ Robo advisor และคู่แข่งรายอื่น ๆ ได้แก่ธนาคารรายใหญ่ต่าง ๆ ในวอลล์สตรีท

2. ลาการ์ดเตรียมสานต่อนโยบายทางการเงิน, ดัชนี PMI ฝั่งยุโรปยังคงอ่อนแอ
ผู้ลงทุนที่มองสถานการณ์ในแง่ดีก็จะให้ความสนใจกับตัวเลขภาคการผลิตของ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ ส่วนผู้ลงทุนที่มองสถานการณ์ในแง่ร้ายก็จะเฝ้าระวังปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ นั่นก็คือสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงโดยง่าย รวมทั้ง ตัวเลขภาคกิจการบริการ และอัตราการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอีกด้วย

ดังนั้นขณะที่สภาพโดยรวมทางเศรษฐกิจของยุโรปยังไม่ได้ย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปรับนโยบายทางการเงินอย่างเร่งด่วน โดยนางคริสทีน ลาการ์ด เพิ่งให้คำกล่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะประธานธนาคารกลางยุโรป และระบุว่าจะยังคงยึดถือกลยุทธ์เดิมของนายมาริโอ ดรากี ที่จะใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป และจะกวดขันให้รัฐบาลฝั่งยูโรโซนมีความกระตือรือร้นมากขึ้นด้วย นอกจากนี้กลุ่มหุ้นธนาคารก็ปรับขึ้นหลังจากลาการ์ดไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงไปในแดนลบมากกว่าเดิม

3. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เตรียมเปิดในแดนบวก แม้กำลังมุ่งหน้าส่งมอบสัปดาห์ที่ติดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เตรียมเปิดตัวในแดนบวกแม้ยังคงมุ่งหน้าปิดสัปดาห์ในแดนลบ หลังจากความหวังในการทำข้อตกลงทางการค้าสหรัฐฯ-จีนลดลง
นายไมรอน บริลเลียนท์ จากหอการค้าสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อช่วงครึ่งแรกของวันนี้ว่า การขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้น่าจะเดินหน้าต่อไป เนื่องจากมีความเป็นไปได้น้อยนิดที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงร่วมกันได้ก่อนหน้านั้น
เมื่อเวลา 6:30 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (1100 GMT) สัญญาซื้อขายดัชนี Dow ล่วงหน้า บวกขึ้น 20 จุด หรือราว 0.1% สัญญาซื้อขายดัชนี S&P 500 ล่วงหน้า ก็ปรับขึ้น 0.1% และ สัญญาซื้อขายดัชนี Nasdaq 100 ล่วงหน้า ปรับขึ้น 0.3%

4. Tesla จ่อตีตลาดรถกระบะ

หุ้นของ Tesla (NASDAQ:TSLA) เตรียมทำระดับสูงสุดในรอบเก้าเดือน หลังจากบริษัทเผยวิสัยทัศน์ล่าสุดที่จะสร้างรถกระบะไฟฟ้าที่มีราคาเริ่มต้น 40,000 เหรียญสหรัฐที่จะมีความจุน้ำหนักถึง 14,000 ปอนด์ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับกระบะรุ่น F-150 ของ Ford ซึ่งจุได้ถึง 13,200 ปอนด์
ทว่าการเปิดตัวประสบกับปัญหาเล็กน้อยด้วยความผิดพลาดที่น่าอับอายของกระจกรถ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ได้แข็งแรงดังที่มัสก์ได้กล่าวไว้
ตลาดรถกระบะเป็นตลาดที่ทำเงินได้ดีที่สุดในดีทรอยต์ ดังนั้นการขยายตัวเลือกผลิตภัณฑ์อาจเป็นแหล่งทำรายได้และกำไรชั้นดีให้แก่ Tesla (NASDAQ:TSLA)

5. สินทรัพย์ที่ไม่ปลอดภัยทรุดตัวอย่างหนัก
Bitcoin ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหกเดือน ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้และลงไปต่ำสุดถึง 17%
สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงสุดระดับโลกได้ลงไปแตะระดับ $7,000 เมื่อคืนนี้ก่อนเด้งกลับขึ้นมายืนที่ $7,182.40 เมื่อเวลา 6:15 น. ส่วน Ethereum และ XRP ซึ่งมีมูลค่ารองลงมาต่างก็ติดลบ 18% และ 12% ตามลำดับในสัปดาห์นี้
บ่อยครั้งที่สกุลเงินคริปโตมักไม่มีปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ตลาดบางส่วนเชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น “สินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง”

เรื่องที่คุณควรทราบในตลาดการเงินวันนี้…

ท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

โวลุ่มซื้อขาย Bitcoin ในอาร์เจนติน่าพุ่งทำสถิติใหม่ ท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

ท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

ปริมาณการซื้อขายคริปโตเคอเรนซี่และ Bitcoin แบบ OTC ใน LocalBitcoins ประเทศ อาร์เจนตินามีการซื้อขายสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงแนวโน้มใหม่ในประเทศหลังจากนี้

ในช่วงอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2019 LocalBitcoins ในอาร์เจนตินาบันทึกปริมาณการซื้อขาย 22,466,140 เปโซอาร์เจนตินา สำหรับสัปดาห์ต่อไปการแลกเปลี่ยน OTC บันทึกเปโซอาร์เจนตินา 21,513,195 ทั้ง 2 บันทึกเมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายที่บันทึกเพียง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในเดือนกันยายนของปี 2019 อาร์เจนตินาประกาศควบคุมสกุลเงินต่างประเทศซึ่งจะเป็นการจำกัดการรับเงินโอนจากต่างประเทศของประชาชนในประเทศ

ซึ่งแน่นอนว่าด้วยมาตราการควบคุมเงินเข้าประเทสนี้ส่งผลเป็นอย่างมากจนทำให้ประชาชนในประเทศต่างต้องเริ่มหาหนทางออกอื่น ๆ เพื่อนำเงินเข้าสู่ประเทศได้และหนึ่งในนั้นก็คือ LocalBitcoin ที่เริ่มถูกใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งคุณจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากราฟมีแต่อัตราการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นและปัจจุบันพึ่งได้ทำลายจุดสูงสุดเดิมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่ามกลางการควบคุมสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล

 

อย่างไรก็ตามในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีการสร้างแนวโน้มใหม่ในปริมาณการซื้อขายให้เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความต้องการที่จะใช้ Bitcoin นั้นมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งในการควบคุมเงินทุนของประเทศ , การ ATM freezes และ ภัยคุกคามต่อความเป็นอิสระทางการเงิน ตัวอย่างเช่นท่ามกลางการประท้วงอย่างต่อเนื่องในฮ่องกงการซื้อขาย OTC ของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สอดคล้องกับในเดือนตุลาคม BeInCrypto ได้รายงานว่าปริมาณการซื้อขาย LocalBitcoins ในเมืองถึงระดับสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ ดูเหมือนว่า ‘ Bitcoin Effect’ จะเกิดขึ้นในอาร์เจนตินาเช่นกันเนื่องจากการควบคุมเงินทุนเหล่านี้

สาเหตุหลัก ๆ ก็ไม่ต่างกันมากนักก็คือการที่ความเสียหายอย่างต่อเนื่องที่ทำโดยธนาคารกลางของอาร์เจนตินาจะยิ่งเพิ่มความต้องการใช้ Bitcoin ในประเทศเท่านั้น เมื่อปี 2018 อาร์เจนตินาได้รับการขนานนามว่าเป็น “ประเทศเศรษฐกิจที่น่าสังเวชที่สุดในโลกที่สาม”

สถานการณ์ในประเทศยังไม่ดีขึ้นมากนักเนื่องจากความกลัวเรื่องเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ต้องระวัง ไหนจะเรื่องของของความตกต่ำทางเศรษฐกิจส่งผลทำให้ Bitcoin เป็นทางเลือกให้แก่พลเมืองของพวกเขา

ดังนั้นนี้อาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นในการซื้อขาย OTC Bitcoin เมื่อประเทศมีเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจอีกต่อไป…

ประกาศลงทุนในแพลตฟอร์มเทรด

Binance ประกาศลงทุนในแพลตฟอร์มเทรด Bitcoin ยักษ์ใหญ่ FTX ไม่เปิดเผยจำนวน

ประกาศลงทุนในแพลตฟอร์มเทรด Bitcoin ยักษ์ใหญ่ FTX ไม่เปิดเผยจำนวน

เว็บเทรดระดับโลก Binance ได้มีการลงทุนกับแพลตอร์มซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มอีกครั้งแล้ว ซึ่งครั้งนี้เป็นการลงทุนกับแพลตฟอร์มซื้อขายล่วงหน้าอย่าง FTX โดยเป็นการร่วมมือเชิงกลยุทธ์สำหรับทั้งสองบริษัท

ข้อมูลส่วนหนึ่งในข้อตกลงร่วมมือกันของทั้งสองบริษัทได้มีประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาซึ่งทาง Binance ก็ได้ทำการซื้อหุ้นของบริษัทและเปิดคำสั่ง Long เหรียญ FTT ซึ่งเป็นเหรียญของแพลตฟอร์ม FTX ด้วย

“การลงทุนครั้งนี้จะทำให้แพลตฟอร์ม FTX นั้นเติบโตขึ้นไปอีก ซึ่ง Binance จะมีการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์กับ FTX ส่วนการดำเนินการของบริษัท FTX นั้นก็ยังคงเป็นอิสระอยู่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดย Binance แต่อย่างใด” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FTX นาย Sam Bankman-Fried กล่าว

ส่วนทาง FTX นั้นจะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Binance โดยเฉพาะกระดานเทรด Binance.com และโต๊ะเทรด OTC (over-the-counter) ซึ่งทาง FTX ยังประกาศด้วยว่าวางแผนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ส่งเสริมระบบนิเวศแบบ Tokenized ซึ่งเป็นโปรเจ็คที่คาดว่าจะสร้างที่มอลต้าซึ่ง Binance ก็จะร่วมเข้าช่วยด้วย

ทั้งนี้โปรเจ็ค FTX นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2019 ที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คของ Alameda Research ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ทาง FTX นั้นให้บริการ OTC Futures รวมถึงการเทรดสป็อตและอินเด็กซ์ ซึ่งมีการดำเนินการอยู่นอกเกาะคาริเบียนแอนติกาและบาร์บูดา โดยเว็บเทรดดังกล่าวมีวอลุ่มการเทรดกว่าครึ่งพันล้านดอลลาร์

“ทีมงานของ FTX ได้ดำเนินการสร้างแพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่เป็นนวัตกรรมที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก” นาย CZ ซีอีโอของ Binance กล่าว “เรามองไปที่ทีมงานของ FTX แล้วรู้สึกมันค่อนข้างมีความเหมือนเรามากและเชื่อว่าศักยภาพของพวกเขานั้นจะทำให้แพลตฟอร์มกลายเป็นผู้นำในตลาดสินทรัพย์ฟิวเจอร์แน่นอน”

ก่อนหน้านี้ทาง Binance ก็เพิ่งได้ลงทุนแพลตฟอร์มเทรดฟิวเจอร์ JEX ไป ดูเหมือนว่า Binance นั้นเอาจริงเอาจังในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มฟิวเจอร์เป็นอย่างมาก…

ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

นักวิเคราะห์ชี้สภาพตลาดตอนนี้คล้ายกับช่วงปี 2017 ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

ในช่วงนี้เราจะเห็นได้ว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอยู่ในสภาวะขาลง ราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำเรื่อย ๆ หลังจากที่มันวิ่งไปแตะจุดสูงสุดที่ 13,000 ดอลลาร์เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน และคาดว่ามันจะไม่กลับตัวเป็นขาขึ้นในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ราคาชื่อดัง Crypto Rand ได้ออกมาวิเคราะห์ราคาในช่วงนี้ด้วย ในความคิดของเขามองว่าสภาพตลาดคริปโตตอนนี้มันเหมือนกับช่วงกลางปี 2017 และในช่วงสิ้นปีนั้นราคา Bitcoin ก็พุ่งทะยาน

ตลาดอาจกลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

เขาได้พูดถึงข่าวที่จีนเริ่มเข้าตรวจสอบกิจการเกี่ยวกับคริปโตและสื่อหลาย ๆ แห่งก็เริ่มพาดหัวว่า Bitcoin นั้นตายแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้จะมีข่าวออกมาเช่นนี้แทนที่จะทำให้เหรียญอันดับหนึ่งอย่าง Bitcoin เพลี่ยงพล้ำลงมา มันกลับทำให้ Bitcoin แข็งแกร่งขึ้น

ในช่วงต้นปี 2017 จะเผยให้เห็นราคา Bitcoin เคลื่อนตัวเป็นขาขึ้นเล็กน้อย มีการดีดตัวกลับเล็กน้อยและก็เริ่มพุ่งทะยานไปที่ 20,000 ดอลลาร์ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น ซึ่งนักวิเคราะห์ Crypto Rand มองว่าตลาดของปี 2019 มันมีความคล้ายกับปี 2017 และจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบเดียวกัน

นักเขียนอีกรายหนึ่งนาย William Mougayar ก็เชื่อว่าราคา Bitcoin จะพุ่งทะยานไปแตะ 25,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปี 2019

จากที่ก่อนหน้านี้ราคา Bitcoin มันเคยเทรดเหนือ 10,000 ดอลลาร์ แต่ในเวลาที่รายงานข่าวอยู่นี้ราคา Bitcoin มันร่วงลงมาเทรดที่ระดับราคา 7,200 ดอลลาร์ ร่วงเกือบสามพันดอลลาร์เลยทีเดียว อ้างอิงจาก Coinmarketcap

หากใครหลาย ๆ คนได้อ่านบทความวิเคราะห์ชิ้นดีก็อาจจะรู้สึกโล่งใจอยู่บ้างเพราะก็ยังมีนักวิเคราะห์เชื่อว่าต่อไปราคา Bitcoin จะเป็นขาขึ้นอยู่ ซึ่งเราก็ต้องดูต่อไปว่าอะไรจะเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคา Bitcoin พุ่งทะยานไปมากกว่านี้ได้…